
2 จิตตวิเวก
รายการปฏิบัติธรรมทางวิทยุแบบมีคำแนะนำ (Guided Meditation) ที่ให้ผู้ฟังนั่งสมาธิไปพร้อมกับการฟัง เพื่อทำจิตให้ผ่องใสด้วยการเจริญสมถวิปัสสนา ออกอากาศทุกวันอังคารเวลา 05:00 น. เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.)
Episodes
พิจารณา…นามรูป [6924-2m]
พิจารณาว่านามรูปเกิดมาได้อย่างไร, จะเกิดนาม-รูป ได้ ก็ต้องมีวิญญาณ(การรับรู้)ซึ่งเป็นอาหารของนามรูป, วิญญาณจะเกิดได้ ก็ต้องใช้นาม-รูป ในการก้าวลง, ทั้งสองอาศัยกันและกัน, วิญญาณเกิดได้จากความเพลิน พอใจ เกิดวิญญาณแล้วก็เป็นอาหารให้นาม รูปเติบโต วนไปอยู่ในวัฏสงสาร, หากแต่เมื่อเรามีสติ มีสมาธิ ทำในใจโดยแยบคาย, จะเห็นว่าต้นตอของทุกสิ่งคืออวิชชา เรามีหน้าที่ต้องขุดรากของอวิชชาออกให้หมด ด้วยการมองเห็นสิ่
วิปัสสนาในชีวิตประจำวัน [6923-2m]
เหรียญมีสองด้าน เห็นให้ชัดเจนด้วยปัญญา คือ วิปัสสนา เริ่มจากการมีสติ, ไม่เพลิน, พิจารณา ในสิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นคู่ๆซ่อนอยู่ด้วยกัน, เห็นสุขในทุกข์, เห็นความแก่ในหนุ่มสาว, ความตายซ่อนในชีวิต, อาพาธซ่อนในสุขภาพดี, ไม่สวยซ่อนในความสวย, เห็นอัตตาในตัวตนเราว่าเป็นอนัตตา แยกเป็นธาตุสี่, เห็นด้วยปัญญาได้ในทุกสิ่ง ทุกเวลา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
นิพพานเป็นสุขอย่างไร [6922-2m]
เจริญวิราคสัญญานิโรธสัญญา ผ่านพุทธานุสสติ จิตเป็นสมาธิ ละเอียดขึ้น ๆ จนเหลือแต่อุเบกขา ไม่มีวิตกวิจารณ์ ไม่มีปีติสุข ทำสมาธิให้มีความชำนาญจะเห็นอาพาธ ของวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข จึงปล่อย คลายกำหนัดสิ่งนั้นเสียนั่นคือวิราคสัญญา จึงนำมาซึ่งความดับคือนิโรธสัญญา เมื่อปล่อย คลายออก จึงเป็นความดับ เมื่อดับจึงเป็นสุข เป็นนิพพานได้อย่างนี้ ความไม่มี หรือมีน้อยลง น้อยลง จึงนำมาซึ่งความเจริญได้ อย่างนี้นั่นเอง
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา [6921-2m]
ทุกข์เพราะเพลิน พอใจในสิ่งต่างๆ ไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลง จึงยึดมั่นถือมั่น ว่ามีตัวตน เกิดอัตตา, การออกจากทุกข์จึงต้องเข้าใจความจริงว่าทุกสิ่งเป็นไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, ไม่ควรที่เราจะไปยึดถือ, พิจารณาซ้ำๆ ให้เห็นแปดลัดษณะของอนัตตาอยู่เนืองๆ, เข้าใจแล้วจะปล่อยวางได้ วางตัณหา อวิชชา และความยึดถือ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ขันธ์ห้าเป็นของหนัก [6920-2m]
จะหาสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์ จะเกิดความเพลิน ยึดมั่น จากการต้องการให้สิ่งที่คิดว่าเป็นสุขนั้น เป็นแบบนั้นตลอดไป หากแต่เป็นไปไม่ได้ จึงยิ่งทุกข์หนักมากขึ้นการเจริญทุกขสัญญาคือ กำหนดรู้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ โดยพิจารณากายคตา ด้วยจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเกิดปัญญา เห็นความไม่เที่ยง ว่าทุกสิ่งมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งมา เกิดปัญญาเห็นขันธ์ห้าเป็นของหนัก, เห็นซ้ำๆ จะ“วาง”สิ่งที่ทำให้ทุกข์ลงได้ เกิด”สุข”ที่แท้จริงคือ
สี่การระลึก เพื่อสุขจากภายใน [6919-2m]
ฝึกสติให้มีความยืดหยุ่นเตรียมพร้อมด้วยการระลึกถึงศีล จาคะ เทวดา และกัลยาณมิตร เพื่อให้จิตดำเนินไปตรง ได้ความปีติ มีความสงบสุขจากในภายในสีลานุสติคือระลึกถึงศีลของเราให้มีความปกติ อาศัยกาย วาจา ใจ ในการปฏิบัติ, ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย, จาคะคือการสละออก ปราศจากมณฑิล, เทวตานุสติคือการระลึกถึงความดีของคนดีๆ และกัลยาณมิตรานุสติคือการมีผู้ที่ค่อยตักเตือน ทั้งหมดนี้ จะนำจิตเราให้ดำเนินไปตรง เกิดส
จงเป็นธรรมทายาท อย่าเป็นคนสุดท้าย [6918-2m]
สืบต่อธรรมะจากพระพุทธเจ้า ด้วยการนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ ให้เข้าถึงจิตใจ ด้วยการเดินตามทางมรรคมีองค์แปด ชึ้นชื่อว่าเป็นธรรมทายาท มีมรรคแปด ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นกัลยาณมิตร รับมรดกจากพระพุทธเจ้าด้วยการมีธรรมะในใจ คือการรักษาศาสนาอย่างแท้จริง ไม่เป็นคนสุดท้าย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความเบาใจจากอนุสสติสี่อย่าง [6917-2m]
เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติด้วยอินทรีย์ห้าของตน เกิดความปีติสุขอย่างต่อเนื่อง เกิดศีล สมาธิ ปัญญา, มรรคแปด, อริยสัจสี่ และอรรถะ ธรรมะ ต่างต่าง ยังมาซึ่งความเบาใจ ใส่ใจ เย็นใจ เห็นใจในตน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พาลสู่บัณฑิตด้วยมรรคแปด [6916-2m]
บัณฑิตและพาลมีในตน, หากแต่การเพิ่มบัณฑิตในตนคือการสร้าง ศีล สมาธิ ปัญญา, ตัณหาจะไม่เพิ่มรอบด้วยสติ สัมปชัญญะ, เกิดเป็นบัณฑิตในตนด้วยอริยมรรคมีองค์แปด จนไม่เข้าถึงกายอื่นคือ ไม่เกิด แก่ ตาย ทุกข์โศก ร่ำไรรำพัน อีกต่อไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อินทรีย์ห้า ให้แก่กล้า [6915-2m]
สร้างอินทรีย์ห้าด้วยตนเอง เริ่มจากศรัทธา ลงมือทำ(วิริยะ-ความเพียร) จิตปรุงแต่งลดลง เกิดสติ(ความระลึกได้) สมาธิ(ตั้งมั่นได้) และปัญญา เกิดความรู้ ความเข้าใจ รู้ชัด รู้แจ้ง เกิดในช่องทางใจตนเอง, จึงพิจารณากลับไปที่ศรัทธา ปรับให้เกิดศรัทธาจากอินทรีย์ที่ตั่งมั่น เกิดอินทรีย์ทั้งห้าแก่กล้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง พัฒนาบ่อยๆ เป็นทางสู่นิพพาน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ดับอวิชชา พ้นจิตปรุงแต่ง [6914-2m]
เรามักเข้าใจผิดว่า จิตคือวิญญาณ จิตคือผู้รับรู้ จิตคือตัวเรา จิตเที่ยงและเกิดใหม่ ในชาติต่อๆไปหากแต่ จิตป็นเพียงสภาวะแห่งการสั่งสม เป็นเพียงกระแส, จิตเกิดจาก การปรุงแต่ง(สังขาร)ที่เกิดจากการกระทำ แล้วทำให้เกิดตัณหา(พอใจ/ไม่พอใจ), ตัณหาต้องมีที่ยึดเกาะ จึงเกิดจิตหรืออาสวะ ว่า เราชอบ/เราไม่ชอบ, หากเมื่อการปรุงแต่งระงับลง ระงับลง เราจะเห็นว่าจิตเป็นพียงสภาวะ เป็นผลพวงของการปรุงแต่ง เห็นความจริงว่าจิต
ละความอยาก เพิ่มความเพียร [6913-2m]
ละตัณหา เพิ่มความเพียร ด้วยศรัทธาเป็นแรงผลักดันตัณหาคือความทะยานอยาก ตัณหาร้อยแปดโยงใย ยืดเหนียว ทำจิต ให้เกิดทุกข์, ละตัณหา ด้วยการเจริญมรรคมีองค์แปด, ด้วยสัมมาวายามะ หรือสัมมัปปธานสี่(ความเพียรชอบ) ความเพียรเพื่อการหลุดพ้น, โดยมีแรงผลักดันคือศรัทธาต่อพระรัตนตรัยอย่างแน่วแน่ ลงใจ เป็นการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
กิจที่ต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีกยังมีอยู่ [6912-2m]
มีสติ สัมปชัญญะ อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา, ศีลคือ มีสติควบคุมทั้งกาย วาจา ใจ อาชีวะ รู้ประมาณในการบริโภค นอนยามเดียว, เพื่อให้ศีลเป็นไปด้วยสมาธิในที่สงัด เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง ไม่เที่ยงแม้แต่ กาย แม้แต่จิต, เกิดปัญญาปล่อยวางได้ นี่คือกิจที่ต้องทำ ให้ยิ่งๆขึ้นไป Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เวทนานุปัสสนา เห็นเวทนา [6911-2m]
เห็นเวทนา ในเวทนาด้วย สติ สมาธิ ปัญญา จะช่วยกำจัดอนุสัยในจิตได้, สุขเวทนาช่วยกำจัดราคะ, ทุกขเวทนาช่วยกำจัดปฏิฆะ, อทุกขมสุขเวทนาช่วยกำจัดอวิชชา, สัมปชัญญะประกอบกับจิตที่มีสติ สมาธิ ปัญญา อนุสัยต่างๆจะลอกออกได้ นั่นคือเห็นเวทนาในเวทนาแล้ว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
หนทางแห่งการไม่เกิดอีก [6910-2m]
การทำให้ไม่เกิดอีก(อชาต) นั้นมีอยู่, เดินตามทางมรรคมีองค์แปด, จนมีอินทรีย์แก่กล้าขึ้น จิตสงบ เกิดปัญญา เข้าสู่สภาวะที่ไม่ปรุง ไม่เกิดอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ความจริงที่แท้จริง อิทัปปจยตา [6909-2m]
ทุกอย่างในโลกล้วนเป็น “อิทัปปัจจยตา คือความที่สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย แล้วจึงเกิดสิ่งนี้สิ่งนี้ขึ้น ไม่ได้เป็นของตัวมันเอง” นี่คือความจริง เป็นสัจจะ, เราจะเห็นความจริงด้วยสติ สมาธิ เกิดปัญญาว่า แม้จิตของเราก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, ไม่ควรที่จะไปยึดถือ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อุบายสู่ความวิเวกตามกาลอันควร [6908-2m]
สร้างวิเวกในจิตด้วยสติ ให้อยู่กับลมหายใจ อย่างสม่ำเสมอเกิดสมาธิ เกิดความสงบในจิต สุขจากในภายใน(ปีติ)อย่างต่อเนื่อง สะสมเรื่อยๆในจิต เกิดกุศล เกิดปัญญาแทงตลอด อินทรีย์ทั้งห้าก็เจริญ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) แก่กล้าขึ้น ฝึกฝนวนไป ตรัสรู้ธรรมเร็วขึ้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ผาสุกเพราะรอบรู้ทุกข์ [6907-2m]
กำหนดรู้ทุกข์ รอบรู้ทุกข์ด้วยปัญญา เราจะอยู่ผาสุกได้ใคร่ครวญตามความเป็นจริง ใช้ สมถะ วิปัสสนา เกิดปัญญาแยกแยะ จากทุกข์, ความเพลิน ความยึดมั่น อุปาทานลดลง, เห็นความไม่เที่ยง ไม่ใช่เรา, เกิดสติที่มีปัญญา อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ตจปัญจกกัมมัฏฐาน [6906-2m]
เจริญปัญญาด้วยกัมมัฏฐานห้า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าเป็นของปฏิกูล เป็นรังของโรค ไม่เที่ยง ว่างจากตัวตน ไม่ใช่ของเรา เพื่อละความยึดถือ เพื่อความปล่อยวางในกายนั้นเสีย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
มหาบุรุษผู้พ้นด้วยสติปัญญา [6905-2m]
มีสติระลึกอยู่ตลอด, จิตไม่เผลอคือรับรู้เฉยๆ กับผัสสะที่เข้ามากระทบ, ไม่เอานาม ไม่เอารูป, ในขณะนั้นจิตก็ไม่มีอวิชชา, ไม่มีตัณหา ความอยาก, อุปาทาน ความยึดถือก็จางคลาย, ความเป็นสภาวะ ภพ ก็ดับไป, เพราะไม่ไปยึดถือในส่วนสุดสองข้าง, อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ อยู่เหนือการปรุงแต่ง อยู่เหนือนามอยู่เหนือรูป อยู่เหนือวิญญาณ อยู่เหนือสังขาร, อยู่เหนือ อวิชชา, อวิชชาตัณหากิเลสไม่เอา, จิตเราจะเข้าสู่ความเป็นอมตะ คื
ปัญญาในอริยสัจสี่ [6904-2m]
กระทำกิจใน อริยสัจสี่ ให้สำเร็จ ด้วยสติ สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาใน สัจจญาณ (รู้และเข้าใจในอริยสัจสี่ว่าคืออะไร), กิจจญาณ (ปฏิบัติในกิจที่ควรทำในอริยสัจสี่), กตญาณ (รู้ว่าปฏิบัติสำเร็จแล้ว ในทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค) เกิดภาวนามยปัญญา โดยทำให้เจริญในมรรค รอบรู้ในทุกข์(ขันธ์ห้า), ละตัณหาได้แล้ว ทำให้แจ้งในนิโรธได้แล้ว Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สมาธิที่มั่นคง [6903-2m]
การเร่งรัดข้ามขั้นตอนเพื่อหวังเข้าถึงความสงบระดับสูง (อุเบกขา) โดยขาดพื้นฐานที่มั่นคง เปรียบเสมือน "โคภูเขาที่โง่เขลา" วางเท้าไม่มั่นคงทำให้ล้มลง สมาธิล้มเหลวและไม่ก้าวหน้า จึงต้องสร้างพื้นฐานด้วย สติสัมปชัญญะ (ศีล, สำรวมอินทรีย์, ความประมาณในการบริโภค, ประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น และการหลีกเร้น) และฝึกสมาธิ สี่ ระดับ คือระดับที่ 1 เริ่มจากความสุขที่อาศัยปีติ ที่เกิดจากวิจาร(ความคิด)ในการทำ
สัมมาคือสลัดแอก [6902-2m]
การติดอยู่ใน "แอก"คือ การถูกกิเลสครอบงำ, เกิดความไม่สงบ จิตใจฟุ้งซ่าน เต็มไปด้วยมิจฉา (ความเห็นผิด) และกิเลสที่เพิ่มพูนขึ้น เกิดความทุกข์, ทางแก้ คือการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้: สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ เพื่อสลัดออกจากกิเลส เริ่มจากการเห็นตามจริงในอริยสัจสี่ และแยกแยะให้ออกว่าสิ่งใดทำให้กิเลสเพิ่ม (มิจฉา) หรือกิเลสลด (สัมมา), สัมมาสังกัปปะ ความไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน, สัมมาสติ มีความร
รู้ในตน ด้วยปัญญา [6901-2m]
การขาดความรู้ และไม่ลงมือทำ ทำให้จิตยึดติดในสิ่งต่างๆรอบตัวว่าเที่ยง เป็นของเรา ทางแก้เริ่มต้นจาก ปริยัติ (เรียนรู้ข้อมูล) นำไปสู่ ปฏิบัติ (ลงมือทำ) เพื่อให้เกิด ปฏิเวธ (ผลลัพธ์) โดยใช้เครื่องมือคือ อินทรีย์ 5 และ พละ 5 อันประกอบด้วย:ศรัทธา: เชื่อมั่นในพระรัตนตรัยวิริยะ: เพียรพยายามทำจริงสติ: ระลึกรู้ แยกแยะกุศลและอกุศลสมาธิ: ตั้งจิตมั่นในอารมณ์เดียวที่เป็นกุศลปัญญา: เห็นแจ้งในไตรลักษณ์และอริยสัจส
ปัญญาในทุกข์ [6852-2m]
พิจารณาทุกข์ให้เกิดปัญญา, ทุกข์ เป็น "สังขาร" ที่ถูกปรุงแต่งตามปัจจัย มีความไม่เที่ยง และต้องแตกสลายไปเป็นธรรมดา, ใช้การโยนิโสมนสิการเพื่อสร้าง "ปัญญา" สามระดับ: 1.สุตตมยปัญญา คือทำความเข้าใจว่าทุกข์มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, 2.จินตมยปัญญา คือยอมรับทุกข์และกำหนดรู้ทุกข์ เพื่อให้ "อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์” 3.ภาวนามยปัญญา: เอาทุกข์มาพิจารณาให้เกิดปัญญา อยู่กับทุกข์โดยทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่
วิปัสสนาพาพ้นทุกข์ [6851-2m]
วิญญาณเป็นตัวเชื่อมให้จิตใช้เป็นเครื่องมือเพลินและยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร (วิญญาณฐิติ) ผ่านทางอายตนะ ก่อให้เกิดนันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) ซึ่งเป็นเชื้อให้วิญญาณเจริญงอกงาม ทำให้จิตไม่สงบ, อวิชชาบังไม่ให้เห็นรอยต่อของความเพลิน และตัณหาคือเชือกผูกมัด นำไปสู่การยึดถือสิ่งที่ไม่เที่ยง (อนัตตา) ว่าเป็นตัวตน (อุปทาน) และเป็นทุกข์, วิปัสสนาคือการเห็นตามความเป็นจริง โดยเริ่มจากการมีสติอยู่
สมถะเพื่อพัฒนาจิต [6850-2m]
จิตที่ไม่ได้รับการฝึก จิตจะกระเพื่อมไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ช่องทางหกทาง) ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านและขาดสมาธิ, ทางแก้คือ เจริญอานาปานสติ โดยใช้ลมหายใจ เป็นเครื่องมือเปรียบเสมือนการนำจิตไปผูกไว้กับเสาที่มั่นคง ฝึกให้จิตอยู่กับลมหายใจอย่างต่อเนื่องและซ้ำ ๆ ประโยชน์คือ เกิดการระลึกรู้ (สติ) และ สัมมาสติ, เกิดความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ), ความฟุ้งซ่านจะอ่อนกำลังลง, เมื่อสติมีกำลังมา
ธรรมเหล่านั้น [6849-2m]
"เหตุเกิดแห่งธรรมเหล่านั้น เหตุดับแห่งธรรมเหล่านั้น พบทางออกอันประเสริฐ” ธรรมเหล่านั้นคือขันธ์ทั้งห้า(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ที่ให้เรายึดมั่นถือมั่น เกิดทุกข์, จึงจำเป็นที่เราพิจารณาไตร่ตรองตามหลัก โยนิโสมนสิการ ถึงเหตุแห่งการเกิด และเหตุแห่งการดับของขันธ์ทั้งห้า (ของธรรมเหล่านั้น), ทางดับทุกข์มีแน่นอนคือการเจริญ อริยมรรคมีองค์ 8 หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้เกิด ปัญญา เห็นแจ้งในอริยสัจสี่ แล
ความจริงที่พระพุทธเจ้าสอน(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) [6848-2m]
ธรรมชาติของมนุษย์จะหลงเพลินไปตามสิ่งกระทบทางทวารทั้งหก ทำให้จิตเกิดสภาวะขึ้นๆ ลงๆ มีทุกข์, เกิดทุกข์เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นที่ทำงานของตัณหาสร้างภพสร้างชาติ สร้างความยึดถือ(อุปาทาน) ด้วยกิเลส เกิดเป็นตัวตน ขึ้นมา, จึงต้องฝึกสติ ให้สงบลงจนเกิด สมาธิ เมื่อมีสมาธิเป็นพื้นฐาน จึงใช้ ปัญญาพิจารณาเห็นความจริงของ สังขารทั้งปวง (รวมถึงกายและจิต) ว่า ไม่เที่ยง (อนิจจัง), เป็นทุกข์ (ทุกขลักษณะ), ไม่ใช่
สมถะ วิปัสสนา เคียงคู่กัน [6847-2m]
มนุษย์เป็นสภาวะที่มีรูป (กาย, ลมหายใจ) และนาม (วิญญาณ, สัญญา, เวทนา, สังขาร) ซึ่งประสานกันและยึดโยงด้วยกรรม ทำให้จิตปรุงแต่งตามอารมณ์ เกิดเป็นความยึดถือในสิ่งไม่เที่ยง แปรปรวน จนเกิดกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ จึงจำเป็นที่เราต้องฝึกสมถะและวิปัสสนาเพื่อคลายความยึดถือในรูปนาม แม้แต่จิตก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จิตจะค่อยๆแยกตัวออกจากกิเลส จิตคลายความยึดถือ จะเป็นผู้พ้นจากความทุกข์คือนิพพานได้ในที่สุดเจริญสม
มุนี ผู้อยู่กับปัจจุบัน [6846-2m]
ท่านที่ยังติดอยู่กับอดีตหรือกังวลกับอนาคต จนทำให้ไม่มีความสุข, การจมอยู่กับเรื่องราวที่ล่วงไปแล้ว (อดีต) และการมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) นั้น ทำให้จิตเพลิน ขาดสติ ดังนั้น ทางแก้คือ การมีสติ อยู่กับปัจจุบัน (สัมมาสติ) ฝึกสติให้ระลึกรู้และสังเกตสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยไม่ปรุงแต่ง หรือเพลินไปตามอดีต/อนาคต ที่สำคัญ ต้องมีความเพียร มีสติอย่างต่อเนื่อง, "ทำความเพียรเสียแต่
จากรักของแม่ สู่ใจที่เป็นพรหม [6845-2m]
ตั้งจิตตภาวนา เจริญพรหมวิหาร 4 ถวายเป็นพระราชกุศลน้อมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง :เมตตา: ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขอย่างไม่มีเงื่อนไขกรุณา: ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ไม่เบียดเบียนใครมุทิตา: ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีหรือพ้นทุกข์ (ช่วยกำจัดความริษยา)อุเบกขา: การวางเฉยอย่างมีสติ และต้องมาพร้อมกับเมตตา กรุณา มุทิตาตั้งไว้ที่ท่ามกลางอกแล้วแผ่ให้ตนเอง ผ่าน
มีปัญญา ปฏิบัติบูชา [6844-2m]
ขณะที่เราเผชิญความพลัดพราก สูญเสีย ความโศกเศร้า เรามาร่วมปฏิบัติบูชา และเข้าใจความจริงให้เกิดปัญญา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเตือน “เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น”, ความทุกข์ใจจากการพลัดพราก นั้นเกิดจากความยึดถือ (อุปาทาน ตัณหา) ในสิ่งที่รักและไม่ต้องการสูญเสียหรือเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องมี 1. ปัญญา คือ การเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย (ความไม่เที่ยง) ซึ่งจะช่วยตัดความยึด
ผู้พ้นบ่วงแห่งมาร [6843-2m]
ธรรมชาติของจิตมัก "ส่งออก" ไปคิดเรื่องต่าง ๆ คล้าย "ลิง"โหนกิ่งไม้ไปมา หาก "เพลิน" ตามความคิด จะมีอารมณ์มาพร้อมกับความคิดนั้นๆเสมอ ถ้าไม่มีสติ จะเกิดการเกลือกกลั้ว นำไปสู่กิเลส ความเศร้าหมอง ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตขึ้นลงตามอารมณ์และตกอยู่ในบ่วงของมารการฝึกสติจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรอดพ้นบ่วงของมาร สติคือการระลึกรู้อยู่ที่ "ลมหายใจ" เป็นหลัก (เป็นที่เกาะ ที่จับ หรือเสา) สติจะทำหน้าที่แยกแยะส่วนประก
แยกส่วนประกอบในช่องทางใจ [6842-2m]
จิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนจะถูกครอบงำด้วยความเคยชิน เปรียบเหมือนสัตว์หกชนิดที่แล่นไปตามอารมณ์และผัสสะ (การกระทบ) และนำมานำมาซึ่งปัญหาและความทุกข์ หากแต่ เราฝึกฝนจิตให้ดีด้วยหลักการ: สัมมาสติ คือฝึกสติ เพื่อ แยกแยะ สิ่งที่มากระทบออกเป็น นาม รูป และวิญญาณ และให้ใช้ กุศลธรรม เป็นเกณฑ์ โดยให้ จดจ่อรู้ลม (ฌาน) แต่ รับรู้แต่ไม่ตามไป กับอารมณ์ รวมถึง เจริญ พรหมวิหาร (เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา) ผลจากก
มีสติ ทุกที่ ทุกเวลา [6841-2m]
- สติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง หมายถึงสติต้องมีในทุกที่ ทุกเวลา- สติมี 2 ประเภทคือ สัมมาสติ กิเลสลด กุศลเพิ่มมิจฉาสติ กิเลสเพิ่ม อกุศลเพิ่มการมีสติต้องมีทุกที่ทุกเวลาโดยเริ่มจากความเพียร การสังเกต รู้ตัวว่าจิตเรากำลังมีความฟุ้งซ่าน หรือ หดหู่ และเลือกใช้ธรรมะให้เหมาะสม สติจึงจำเป็นตลอดเวลา เพราะต้องปรับจิตให้เกิดสมดุล สติต้องรักษาอยู่ตลอด เปลี่ยนมิจฉาสติให้เป็นสัมมาสติ เกิดสมาธิ อุเบกขา ปีติ
การคว่ำลงของอวิชชา [6840-2m]
อวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัญหาหลักและเป็นต้นตอของ เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ร่วมกับตัณหา กิเลส และอุปทาน โดยเฉพาะการ ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท อวิชชาปรากฏขึ้นตามปัจจัย และมีอาหารคือนิวรณ์ 5 (วิจิกิจฉา, ง่วงซึม, ฟุ้งซ่าน, โกรธ, พอใจ) ซึ่งเกิดจากการขาดสติและไม่สำรวมอินทรีย์ ทำให้หลงเข้าใจผิดว่าความทุกข์เป็นความสุข ต้องทำให้ วิชชา (ความรู้) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปฏิบัติ สมถะและวิปัสสน
การฝึกจิตอันข่มได้ยาก [6839-2m]
ทำไมต้องฝึกจิตอันข่มได้ยาก เพราะจิตคือสภาวะที่สั่งสมได้ จิตทำหน้าที่ในการรับรู้, วิญญาณ(การรับรู้)คือกิริยาของจิต เป็นคนละอย่างกัน, จิตอยู่ตรงที่การรับรู้เกิด แต่จิตเป็นคนละอย่างกับการรับรู้ และด้วยความที่จิตไปเร็วมากและมักตกในอารมณ์ที่ไม่ดี จึงเกิดการรับรู้ วนเวียนอยู่ในราคะ โทสะ โมหะ เกิดทุกข์ตลอดเวลา จิตจึงเป็นสิ่งที่ข่มได้ยาก หากแต่การฝึกจิต ด้วยสติการสังเกต แยกแยะ “จิต การรับรู้ ความคิด(ธรรมา
นัยยะแห่งธาตุหก [6838-2m]
เรายึดมั่นในกาย ในความรู้สึก ว่าเป็นกายเรา เรารู้สึกอย่างนี้ มีเรา มีฉันตลอดเวลา จึงเกิดความทุกข์เพราะยึดมั่น หากแต่ความจริงคือกายและวิญญาณเป็นเพียงธาตุ รู้ด้วยความจริง เห็นด้วยปัญญาว่า ตัวเราเป็นเพียงธาตุทั้งหกที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิต เกิดการรับรู้ ทุกอย่างทุกสิ่งไม่ใช่ตัวเรา คลายความยึดมั่นในตัวเราด้วยการเห็นความจริง เราจะคลายความทุกข์ได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more informat
ชัยชนะของพุทธศาสนา [6837-2m]
ทุกผัสสะที่เข้ามาคือการต่อสู้ในจิตใจของเรา คือการเข้าสู่สงครามในตน ทำอย่างไรให้ชนะ ต้องชนะด้วยการมีกุศลธรรมเพิ่ม อกุศลธรรมลด และไม่ใช่ชนะแค่ครั้งเดียว แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่เพลี่ยงพล้ำ ต่อสู้กับกิเลสมารทั้งสิบในใจตน ชัยชนะของพุทธศาสนา คือ มีความเพียรเอาชนะอุปสรรค อดทนไม่ลดละ นั่นคือชนะแล้ว ไม่ตอบโต้ต่อการถูกป้ายสีคือชนะ ชนะมิจฉาด้วยสัมมา ชนะความชั่วด้วยความดี ด้วยมรรคมีองค์แปด กุศลธรรมเพ
จุดจบของความตาย [6836-2m]
เหตุปัจจัยของความตายมีมาก แต่ความตายไม่ได้หมายถึงการสิ้นชีวิตเท่านั้น หากแต่ความตายยังซ่อนอยู่ในความมีชีวิต พิจารณาให้ละเอียดหยั่งลึกถึงความตายที่ถูกบังไว้ จากการการเปลี่ยนแปลงสภาวะทุกเสี้ยววินาที ที่เกิดจากความไม่เที่ยง ความตั้งอยู่ไม่ได้ ความไม่มีอยู่จริง พิจารณาให้ละเอียดเพื่อความไม่ตายคือการไม่เกิดอีก Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปัญญาวิปัสสนา [6835-2m]
ธรรมปฏิบัติเรื่อง “ปัญญาวิปัสสนา” โดยพระครูสิทธิปภากร (หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก จ.อุดรธานีฝึกสมาธิให้ชำนาญ จิตที่สงบจากสมาธิ จะมีกำลัง พิจารณาลงที่กายเรา เพื่อให้เกิดปัญญา ให้เห็นว่ากายเรานี้ไม่เที่ยง ไม่ควรไปยึดถือ ให้ละ ให้ปล่อยวาง กายเป็นเพียงธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบขึ้นมา เกิด-ดับไปตามธรรมชาติของเขา วิธีเดียวที่จะพ้นจากการเกิด-ดับ คือ การมีปัญญาเห็นความจ
วิธีฝึกหัดใจ [6834-2m]
ใจเป็นใหญ่ ทำดี ทำชั่วทางกาย วาจา เริ่มจากใจทั้งสิ้น ดังนั้น การฝึกใจสำคัญอย่างยิ่ง ฝึกหัดใจตัวเราให้ได้ เริ่มจาก การให้ทาน ละความตระหนี่ รักษาศีล ภาวนาให้จิตสงบมีสมาธิ อบรมฝึกใจให้ได้ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า ความดีเกิดขึ้นจากในภายใน กาย-วาจา-ใจเราก็จะดีขึ้น ฝึกหัดใจเราให้พัฒนาดีขึ้น ๆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พรหมของลูก [6833-2m]
มารดาบิดาคือพรหมของลูก คือผู้ให้ทั้งเมตตากรุณา เป็นบุพการี เป็นผู้อุปการะเราก่อน สิ่งที่เราควรทำคือ ให้เรากตเวทิตา กระทำสิ่งนั้นตอบด้วยการแผ่เมตตาไปยังทุกทิศ ด้วยจิตที่เมตตาไม่มีประมาณต่อกันไป รักษาจิตของเราให้ดี Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การเจริญอนิจจสัญญา [6832-2m]
อยู่อย่างมีสติ มีสมาธิ เห็นทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง ไม่ควรที่เราจะไปยึดมั่นถือมั่น ปัญญาจะเกิด ว่า ไม่มีอะไรแม้แต่ตัวเรา แม้แต่จิตก็ไม่ใช่เรา เพราะทุกสิ่ง ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ควรที่จะยึดถือ มองทุกอย่างอย่างเข้าใจด้วยปัญญาว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง เจริญอนิจจสัญญาตลอดเวลา เพื่อเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการหลุดพ้น วางได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมสมาธิ [6831-2m]
แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ด้วยธรรมสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา ด้วยระลึกถึงคุณพุทโธ ธัมโม สังโฆ ตามด้วยการเจริญพรหมวิหารสี่ แล้วพิจารณาปัญหา ปัญหานั้นๆจะค่อยๆถูกแก้ออกด้วยปัญญาที่เกิดจากธรรมสมาธิ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การบูชาไฟ [6830-2m]
มีไฟที่ควรละ สาม ประการ คือ ไฟแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ และไฟที่ควรบูชา สามประการคือ อาหุไนยบุคคล คหบดี ทักขิไณยบุคคล, อาหุไนยบุคคลได้แก่ มารดา บิดา, คหบดี คือคนรอบข้างตัวเรา คู่ครอง ครอบครัว ญาติและ ทักขิไณยบุคคลคือสมณพราหมณ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บูชาด้วยอะไร บูชาด้วยกาย วาจา ใจ ประคับประคองไฟ ทั้งสามประการนี้ เมื่อเราประคับประคองบูชาไฟที่ถูก จิตของเราจะเป็นอารมณ์อันเดียว นี้คือสมาธิ เกิดเป็นสัม
ตัดวงจรแห่งทุกข์ [6829-2m]
ทุกข์เกิดจากอะไร และจะดับทุกข์ได้อย่างไร, จะดับทุกข์ต้องดับที่การเกิด, ทำอย่างไรไม่ให้มีการเกิด, ต้องเห็นด้วยปัญญา เกิดความรู้คือ วิชชา รู้ในอริยสัจสี่ ว่าการเกิดเป็นทุกข์, การเกิด เกิดขึ้นได้เพราะจิตมีอวิชชาและการปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณและนามรูป จึงเกิดสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ เกิดทุกข์วนไปวนไป, หากแต่จิตที่สงบ ตั้งมั่นอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา มรรคมีองค์แปด จะทำให้จิตมีกำลัง
ศรัทธาได้ด้วยปัญญา [6828-2m]
ทำอย่างไรให้เรามีศรัทธาที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ยึดติดในบุคคล แม้บุคคลเปลี่ยนแปลง ศรัทธาที่เกิดจากปัญญาเราก็ยังตั้งมั่นอยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลงตามบุคคลหรืออื่นๆ, คือให้เรามีความศรัทธายึดมั่นต่อระบบ ศรัทธาต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, ศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ เริ่มจาก การเห็นทุกข์ “เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม” เลือกออกจากทุกข์ให้ถูกต้อง ด้วยการมีกัลยาณมิตรเพื่อให้ได้ฟังธรรม ศึกษาธรรม แล้วน้อมเข้ามาปฏิบัติ พิจาร
ศรัทธาเกิดได้ด้วยปัญญาสาม [6827-2m]
ศรัทธาที่เกิดได้ด้วยปัญญามีอยู่สามระดับ ดังนี้ ปัญญาที่เกิดจากการฟังเรียกว่า สุตมยปัญญา แม้จะเลือกฟังจากผู้เป็นกัลยาณมิตรแต่ศรัทธาในชั้นนี้ยังคลอนแคลนอยู่ อาจกลายเป็นความงมงาย จึงควรเพิ่มปัญญาส่วนที่สอง คือ ปัญญาที่เกิดจากการใคร่ครวญคิดพิจารณาเรียกว่า จินตามยปัญญา มีวิมังสา ตรวจสอบ พิจารณาเหตุผลคือมีมูลราก ก่อให้เกิดศรัทธา ความเชื่อ ความมั่นใจ ความเลื่อมใส ที่มั่นคงกว่าสุตมยปัญญา แต่ก็ยั
ทางออกจากคุก [6826-2m]
พิจารณาลงมาในกายเริ่มจากด้านนอกไล่เลาะเข้าด้านใน ล้วนประกอบด้วยธาตุทั้ง 6 มีอายตนะเป็นช่องทาง มีวิญญาณเป็นตัวเชื่อมนามและรูป มีการ lock กันขึ้น มีความเพลินความพอใจมีความยึดถือเกิดความเป็นตัวตนขึ้นมา ทำให้เมื่อตายยังคงมีการหมุนวนไปในวัฏฏะ จะวนไปเกิดในที่ใดขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เข้าไปยึดถือ เปรียบเหมือนการติดคุกติดในวัฏฏะ จะพ้นจากคุกได้ก็ด้วยการปฏิบัติมาตามมรรคแปด ศีล สมาธิ ปัญญา เหตุนี้ควรทำสติแ
แยกแยะความคิดเพื่อกำจัดอวิชชา [6825-2m]
ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยอ้อฆ่าต้นอ้อ ฉันใด เช่นเดียวกัน กิเลสที่จากจิต เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ทำลายตัวจิตนั้นเอง เราจึงจำเป็นต้องรู้ถึงกระบวนการในการแยกแยะสิ่งที่อยู่ในจิตอยู่ในความคิด เพราะความคิดนั้นมีทั้งสัมมาและมิจฉา ไม่ว่าจะถูกหรือผิดไปตามโลก เราควรแยกความคิดที่เกิดในระหว่างวันนั้นว่ามีราคะ โทสะ โมหะแอบแฝงอยู่หรือไม่ ในความคิดนั้นอาจมีมุมที่ซับซ้อนเป็นได้ทั้งสองทาง แยกแยะด้วยสติและความเพียร ปฏิบัติ
สร้างสติผ่านอปัณณกปฏิปทา [6824-2m]
อปัณณกปฏิปทา 3 คือข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด, ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด เราสามารถสร้างสติผ่านอปัณณกปฏิปทาสามนี้ได้ โดย1) มีสติผ่านอินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 รับรู้แต่ไม่ตามไป จิตสติลมอยู่ด้วยกัน2) มีสติผ่า
อุปสมานุสติเพื่อพิจารณาทุกข์ [6823-2m]
พิจารณาทุกข์ พิจารณาการดับให้เกิดปัญญาได้อย่างไรอุปสมานุสติคือการระลึกถึงคุณของพระนิพพาน พระนิพพานคือความดับเย็น เพียงเรามีสติ สังเกตการเกิด สังเกตการดับของทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราจะเห็นว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมมีความดับไป เป็นธรรมดา, สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ดับ ไม่มี. นั่นคือเราเห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้นแล้ว เห็นว่าสิ่งนั้นมีความทุกข์ซ่อนอยู่ เกิดปัญญาว่าส
คนมีสติย่อมมีความสุข [6822-2m]
สติทำให้เรามีความสุขได้อย่างไร?ฝึกสติ เริ่มจากจิตจดจ่อที่ลมหายใจ จนจิตตั้งมั่นด้วยสัมมาทิฏฐิ มีความเพียรสัมมาวายามะเป็นฐาน จนเกิดเป็นสัมมาสติ การปรุงแต่งลดลง จึงเกิดขึ้นพร้อมกับสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ และสัมมาสังกัปปะ ไม่พยาบาท เบียดเบียน ความเมตตาเกิดขึ้น เกิดกุศลทั้งทางกาย วาจา ใจ นั่นคือเกิดสัมมาสมาธิแล้ว ความสุขจากในภายในจึงเกิดขึ้น เป็นสุขที่ละเอียดปราณีตอย่างยิ่ง Hosted on Acast.
วิธีฝึกจิตให้มีกำลังสติ [6821-2m]
ทำอย่างไรให้จิตมีกำลัง และนำไปใช้ประโยชน์ คิดอ่านการงานได้ถูกต้องและแม่นยำ 1) เริ่มจาก ฝึกจิตให้มีสติ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ จนสติตั้งมั่นดีแล้ว แล้วมีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง 2) ฝึกให้การปรุงแต่งทางกาย ทางจิต ระงับ ด้วยการ มีสติอย่างมั่นคง ไม่ตามความนึกคิด สังกัปปะ(ดำริ) และ วิตก (ตริตรึก) ที่ผ่านเข้ามา3) กาม พยาบาท เบียดเบียน ลดลง จึงเกิด ปีติ คือ ความอิ่มใจ สบายใจ จากในภา
สุขในภายใน [6820-2m]
สุขแบบไม่ต้องพึ่งผู้อื่น สุขแบบไม่มีเงื่อนไข ทำอย่างไรสุขทำได้จากตัวเอง เริ่มจาก ตั้งสติ จากการมีศรัทธา ทำอย่างแน่วแน่ จิตจะระงับลง เป็นอารมณ์อันเดียวนั่นคือ สมาธิ ปัญญาจะเกิดขึ้น เกิดศรัทธา ทำจริงต่อเนื่อง เกิด สติ สมาธิ ปัญญา, สร้างวงจรแห่งความสำเร็จด้วยตัวเอง จะเกิดสุขที่เกิดจากในภายใน โดยไม่ต้องขอจากผู้อื่น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เจริญกายคตาสติผ่านสรีรยนต์ [6819-2m]
พิจารณากายให้เกิดปัญญา เห็นตามความเป็นจริง 1. เปรียบกายเหมือนสรีรยนต์ คือมีจักรสี่ หมุนกงล้อเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เดิน ยืน นั่ง นอน มีช่องไหลเข้า-ออก ทวารเก้า ตลอดเวลา 2. เปรียบกายเหมือนเป็น ไถ้ ถุงที่มีปากเปิด2ด้าน เต็มไปด้วยปฏิกูล 3. เปรียบกายเป็นของอาพาธ เป็นทุกข์ เป็นโรค 4. เปรียบกายเป็นเพียงธาตุ คนแล่เนื้อ แล่ออกมาก็ไม่เหลืออะไร กายเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ใช้สติ สมาธิ(กำลัง) ปั
ธรรมที่ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ [6818-2m]
ธรรม 5 ประการที่เมื่อหมั่นพิจารณาอยู่เนืองนิตย์แล้วจะเป็นไปเพื่อความผาสุก โดยพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นความธรรมดาของธรรมนั้นๆว่าไม่ว่าใครๆก็ต้องเจอด้วยกันทั้งสิ้น ธรรมนั้นคือเรามีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา มีความพลัดพรากจากของรักเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของตน เราจักเป็นทายาทของกรรมนั้น ธรรมทั้งห้านี้ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ เพื่อให้เกิดนิพพิทาและเป็นเครื่องเตือนสติให้
ความเร็วแห่งอายุสังขาร [6817-2m]
พิจารณากายด้วยปัญญาว่ากายเป็นเพียงธาตุสี่ ดินน้ำไฟลม มีเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในกายเรา เป็นกระแสของธาตุสี่ เราจึงเห็นเหมือนเป็นตัวตนของเราขึ้นมา หากแต่ถ้าเรามีจิตสงบที่เริ่มจากสติ จะเกิดสมาธิ จะมีปัญญา เห็นตัวเราว่าไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นเพียงกระแสของการเกิด-ดับ-เกิด-ดับ ตลอดเวลา พิจารณาว่ากายนี้ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาซ้ำๆ จะเกิดความหน่าย ละวางกายนี้ลงได้
ที่พึ่งสุดท้าย [6816-2m]
ตั้งจิตอย่างไร อะไรจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเรา, เมื่อมีสุข ทุกข์ผ่านเข้ามา, แม้ทุกข์ก็ทำให้เกิดกุศลได้ เริ่มจากตั้งจิต ให้ศรัทธาในศีล ปฏิบัติตามธรรมะคือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือธัมโม, ลงมือปฏิบัติตามนั่นคือสังโฆ, ปฏิบัติแล้วเกิดความรู้ วิชชานั่นคือพุทโธ, ดังนั้น ที่พึ่งสุดท้ายที่จะเป็นที่พึ่งเราได้ คือพึ่งตน พึ่งธรรม คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more informa
การเติบโตของสติศรัทธาและปัญญา [6815-2m]
เจริญธัมมานุสติ นำธรรมมะมาตริตรึกเพื่อให้เกิดปัญญาฝึกจิตให้เป็นพืชที่เติบโตได้ คือการสร้างศรัทธาอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม, มีสติเป็นปฏัก ควบคุม การลาก แอก, คันไถ คือปัญญา เพื่อให้ผานขุด เจาะลงไปในดิน, โดยมีน้ำรดพืช คือมีความเพียร, พรวนดินซ้ำๆ ย้ำๆ คือ การบริกรรม พืชก็จะงอกงาม, จิตเราก็จะมีการปรับเสมอๆกันระหว่างศรัทธาและปัญญา, ความเพียรและสมาธิ, มีสติเพิ่มมากยิ่งๆขึ้น จิตก็จะมีกำลังคืออินทรีย์
ชรามรณะเป็นประดุจภูเขา [6814-2m]
เจริญอานาปานสติ มรณสติ อยู่อย่างไม่ประมาท อย่างมีปัญญา ด้วยการสร้างเหตุ ที่จะให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งความเกิด ความแก่ ความตาย นั่นคือดำเนินตามมรรคมีองค์ประเสริฐแปดอย่าง ซึ่งเป็นปฏิปทาเพื่อให้เกิดวิชชา, ในช่วงเวลาที่เหลือ, เราจะอยู่ด้วยการ ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ สร้างกุศล บำเพ็ญบุญ, เราก็จะพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ นั่นเอง. Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
น้อมจิตตริตรึกทางกุศล [6813-2m]
เราตริตรึกคิดนึกไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีกำลัง เราจึงต้องมีสติอยู่กับพุทโธ มีกัลยาณมิตร กัลยาณธรรมเพื่อให้จิต อยู่กับกุศลธรรมทั้งทางกาย วาจา ใจ อกุศลลดน้อยลง กุศลธรรมเพิ่มขึ้นๆ ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในตัวเรา จากคนไม่ดี กลายเป็นคนดี, คนไม่มีปัญญา กลายเป็นคนมีปัญญา, จิตน้อมมาทางธรรม ทางมรรคมีองค์แปด มากขึ้นๆเรื่อย จนถึงที่หมายคือนิพพานได้ จากการที่เราตริตรึกในพุทโธ ในกุศลตลอดเวลา Hosted on Acas
พุทโธแสงสว่างที่ทำให้พัฒนา [6812-2m]
เจริญพุทธานุสติ เพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าเราโชคดีมาก ที่มีโอกาสได้สามสิ่งนี้ คือ 1.การมีพระพุทธเจ้า อุบัติเกิดขึ้นบนโลก 2.การมีคำสอนของพระพุทธเจ้าและยังคงอยู่ 3.การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระพุทธศาสนา ถือเป็นความสว่างอย่างใหญ่หลวง ที่พระพุทธเจ้าสร้างแนวทางในการปฏิบัติ คือ มรรค ให้เราเดินทางเพื่อพัฒนาตัวเอง ให้เกิดแสงสว่างส่องเข้าไปในตัวเรา มีสติ ไม่หลง ไม่เพลิน จึงไ
พิจารณาความจริง [6811-2m]
พิจารณากาย เพื่อให้เห็นตามความจริงว่า ตัวเราประกอบด้วยขันธ์ทั้งห้า, รูป 1 คือกายเราเกิดจากธาตุสี่(ดิน น้ำ ลม ไฟ), นาม 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, โดยมีวิญญาณ(การรับรู้) เป็นตัวเชื่อม รูป-นาม, เกิดสังขาร(ปรุงแต่ง)การรับรู้นั้น, แล้วเกิดเวทนาความพอใจ หรือ ไม่พอใจ, แล้วยึดมั่น ถือมั่น(อุปาทาน)นความเพลิน พอใจ ไม่พอใจนั้น, เกิดตัวตนว่าตนพอใจ ตนไม่พอใจขึ้นมา, เกิดสภาวะ(ภพ) เกิดชาติ เกิดเป็นกระแส เก
ยกระดับจิตด้วยสัมมาสมาธิ [6810-2m]
การจะทำให้เกิดวิชชาคือความรู้ได้ ต้องเริ่มจากการมีสัมมาทิฏฐิ เพื่อพัฒนาจาก อวิชชาที่เป็นส่วนบาป ให้เป็นอวิชชาที่เป็นส่วนบุญ คือให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม มีสติ นั่นคือเกิดสัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาสติ แล้ว จากนั้นพัฒนาต่อจากอวิชชาที่เป็นส่วนของบุญ ให้เป็นอวิชชาที่เหนือบุญเหนือบาปหรืออาเนญชะ โดยผ่านสัมมาสมาธิ และสัมมาวายามะ ทำอย่างต่อเนื่องๆ,สัญญา(ความ
ความสุขสี่ระดับ [6809-2m]
พัฒนาจิตด้วยปัญญา เพิ่มทีละขั้นๆ ด้วยการเห็นโทษ ของฌานสมาธิขั้นที่ได้ และเห็นประโยชน์ของฌานสมาธิขั้นที่สูงกว่า ทำซ้ำ ๆ โดยเริ่มจาก ฌานที่หนึ่ง ปฐมฌาน จิตสงบ จิต สติ ลมหายใจอยู่ด้วยกันเกิด สมาธิ มีวิตก วิจาร ปีติ สุขจากสมาธิ ละกาม-พยาบาท-เบียดเบียนฌานที่สอง ทุติยฌาน จิตละเอียด เหลือแต่ปีติ สุข ละวิตก วิจารดับฌานที่สาม ตติยฌาน จิตละเอียดยิ่งขึ้น เกิดอุเบกขา และสุขจากอุเบกขานั้นฌานที่สี่ จตุตถฌา
ฝึกคิดให้เป็นสติสัมปชัญญะ [6808-2m]
ฝึกสติ ตั้งสัมปชัญญะในความคิด โดย นึกถืง ธัมโมไว้ตลอดทุกสถาณการณ์ สถาณการณ์ 1 : ฝึกจิตของเราให้คิดก่อนโดย ให้เราวิตก ตริตรึก(คือความคิดนึก) ถึงการเดินทางใดๆของเรา อาจมีสังกัปปะ และวิตก เกิดขึ้น แต่เรามีธัมโมตลอด นี่คือเกิดสติขั้นพื้นฐานสถาณการณ์ 2 : หยุดคิดเรื่องการเดินทาง จิตอยู่กับธัมโม เพื่อฝึกแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สังกัปปะหรือดำริ (คือความคิดที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นมาเอง) และ วิตก(คือคว
เจริญอุเบกขาด้วยปัญญา [6807-2m]
อุเบกขา 3 ระดับ เพื่อการปฏิบัติ ทำซ้ำๆ ให้เกิดปัญญา เพิ่มขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง จนหลุดพ้นได้1. อุเบกขาที่เนื่องด้วย “อามิส” คือ อุเบกขาที่เอากามมาล่อ เพื่อให้มีอุเบกขา เช่น ทานของอร่อย ฟังเพลงแล้วจิตใจสงบ 2. อุเบกขาที่เนื่องด้วย “นิรามิส” คือ อุเบกขาที่เกิดจากสมาธิ ปิติ สุข จากในภายใน ไม่มีกามมาล่อ เกิดจากสติ สมาธิ จดจ่อแล้วเกิดปัญญาเห็นต้นเหตุของทุกข์ คือ ความ
การสำรวมอินทรีย์ [6806-2m]
อินทรีย์หมายถึง 1. ความเป็นใหญ่ของช่องทางทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 2. ความมีชีวิตมีสติ ป้องกันอกุศลเข้ามา 3. อินทรีย์ห้า (ความเป็นใหญ่ของจิต ที่จิตมีอำนาจ มีกำลังที่จะรู้ธรรมหลุดพ้น) การสำรวมอินทรีย์ สามารถแก้ต้นเหตุของพฤติกรรมต่างๆ เช่น อารมณ์ร้อน หงุดหงิด ซึมเศร้า โดยเริ่มจากการมีศีลห้าให้ครบเป็นปกติ และระวัง ไม่เผลอ สำรวม ให้มีสติ ไม่ให้เราเพลินพอใจ หรือ ไม่พอใจสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา
เร่งความเพียร จิตตั้งมั่น [6805-2m]
ตั้งสติ ให้จิตตั้งมั่นด้วยการเจริญพุทธานุสติ ประกอบ มรณานุสติ จิตน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้า แม้พระพุทธเจ้า ไม่อยู่แล้ว แต่ยังมีคำสอน เร่งความเพียร ให้มีสติ ตั้งจิตให้มีอารมณ์อันเดียว ทำได้ทุกเวลา ตั้งสติจดจ่อ ใน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไว้ตลอดเวลา Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ยสกุลบุตรตื่นด้วยกายคตาสติ [6804-2m]
การเห็นกายโดยความเป็นของสวยงาม จะทำให้ เพลิน ยินดี จึงยึดถือว่ากายเป็นของเรา เป็นตัวตน จึงต้องพิจารณากาย ให้เห็นว่า กายเป็นโทษ กายไม่สวยงาม จะช่วยละความยึดถือ เห็นกายว่าเป็นกองทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของเรา เห็นตามความเป็นจริง จิตตั้งมั่น พิจารณา จนเกิด ความเบื่อหน่าย คือนิพพิทา จะเกิดปัญญา คลายกำหนัด และปล่อยวางได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
แยกความคิด วางแม้จิต [6803-2m]
ตั้งสติอยู่กับลมหายใจ เป็นผู้สังเกต ให้สติแยกแยะความคิด ผัสสะที่ผ่านเข้ามา จนจิตสงบ ระงับ, รักษาจิตด้วย สติ ปัญญา ความเพียร จะเห็นตามความเป็นจริงว่า จิตไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของเรา เห็นตามความเป็นจริง ว่าจิตเป็นเพียงกระแส เกิด ดับ ต่อเนื่องๆไป ควรแล้วหรือที่เราจะยึดมั่นถือมั่น ถ้าจิตไม่ใช่ของเรา แล้วเราควรทำอย่างไรกับจิต Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ธรรมคุณหก [6802-2m]
ระลึกถึงคุณพระธรรมทั้งหก ธัมมานุสสติ เพื่อความเจริญของจิต๑. สวากขาโต ภควตา ธัมโม คำสอนที่ท่านตรัสไว้ดีแล้ว คือ๑.๑ ปฏิบัติได้ทั้ง เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ๑.๒ เป็นเหตุและผล ถึงที่สุด ตรงถึงพระนิพพาน๑.๓ มีการกำหนดบทคำอธิบายที่จับต้องได้๑.๔ มีความบริสุทธิ์และบริบูรณ์ คือปริมาณมากพอ ให้ถึงนิพพานได้๒. สันทิฏฐิโก รู้ได้เฉพาะตน ๓. &nb
ส่งความสุขด้วยพุทธคุณ๙ [6801-2m]
ส่งความสุขโดยตั้งจิตระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เพื่อรับกระแสความเมตตา กรุณา ปัญญา ให้เข้าไปถึงจิต ให้จิตชุ่ม อิ่มเอิบ ยินดี กับพุทธคุณเก้าเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ถึงพร้อมด้วยความรู้และข้อปฏิบัติในการไปถึงความรู้นั้น เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลกทุกอย่างแจ่มแจ้ง ฝึกทุกท่าน ไม่มียกเว้น ให้บรรลุธรรม ไกลกิเลส เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้รู้ผู้ตื่น
ปริญญาในขันธ์ทั้ง 5 [6752-2m]
พัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาอันยิ่ง รอบรู้ กำหนดรู้ ขันธ์ทั้งห้า “รูป เวทนา สัญญา สังขารและ วิญญาณ” ว่า เป็นกองทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น แต่แท้จริงแล้วขันธ์ทั้งห้าไม่เที่ยง ไม่สามารถควบคุมได้ จึงเป็นทุกข์ หากแต่เมื่อเราพัฒนาจิตจนเกิดความรอบรู้ เกิดปริญญา กำหนดรู้ ว่าขันธ์ทั้งห้า ไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่ควรที่จะยึดมั่น ถือมั่น, เกิดปัญญาอันยิ่งคือ อภิญญา ด้วยการปล่อย ไม่ยึดถือในขันธ์ทั
จิตตภาวนาจากจิตประภัสสร [6751-2m]
จิตมีความเป็นประภัสสร เศร้าหมองหรือผ่องใสได้ตามสิ่งต่างๆที่จรเข้ามา หากแต่การมีสติ จะช่วยแยกแยะ จิต ออกจาก สิ่งที่เข้ามา, มีสติอย่างต่อเนื่อง จะเกิด สมาธิ, สมาธิจะทำให้จิตมีพลัง, จิตมีพลังจะสามารถเลือกให้จิตเป็นกุศล ไม่เพลินไปกับอารมณ์ต่างๆ ไกลจากกิเลสมากขึ้นๆ, นั่นคือการทำจิตตภาวนา คือการพัฒนาของจิต พัฒนาต่อเนื่องๆ จิตจะอ่อนเหมาะ ควรแก่การไปใช้งาน “ให้เห็นตามความเป็นจริง” ว่า ทั้งกายและจิตนี้ ไม่
วินิจฉัยความสุขเพื่อเกิดปัญญา [6750-2m]
บุคคลควรรู้จักการวินิจฉัยในความสุข ควรประกอบความสุขชนิดที่เป็นในภายในเราต้องรู้จักวินิจฉัย ไตร่ตรอง ว่า ชีวิตเราจะเลือก ความสุขจากอะไรเป็นหลักความสุขมีสองแบบ อย่างแรกคือกามสุข สุขที่เกิดจาก กาม พยาบาท เบียดเบียน เป็นความสุขทั่วๆไปที่เราได้รับผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นสุขที่มีโทษมาก ประโยชน์น้อยเหมือน สุนัขแทะกระดูก ที่ไม่รู้จักอิ่มและไม่ใช่สุขที่แท้จริงหากแต่ความสุขอย่างที่สองคือ สุขที่เก
พรากกาย พรากจิต [6749-2m]
พรากกาย พรากจิต ดุจพระจันทน์บนฟ้า และ พระจันทน์บนผิวน้ำ เกี่ยวข้องกัน แต่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน, แยกด้วยสติ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ สงบระงับ จนจิตเป็นสมาธิ หากแต่เมื่อมีสิ่งมากระทบ กายและจิตกลับรวมกันเป็นสิ่งเดียวกันได้อีก เพราะอวิชชา ความไม่รู้ ยึดโยงอยู่กับตัณหา, สิ่งเดียวที่จะแยกกาย แยกจิตได้ อย่างต่อเนื่อง คือ ปัญญา, ปัญญาที่เกิดจาก การเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ของทั้งกายและจิต จึงวางทั้งกา











