
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
ตอน

กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 ก.ค. 2569
"ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลส

ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.ค. 2569
"ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหั

คุณค่าของสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 ก.ค. 2569
"ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มากสต

ทำกรรมใดไว้ต้องได้รับผลของกรรมนั้น :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ก.ค. 2569
"บุญเป็นชื่อของความสุข พอเราทำบุญ เราทำความดีแล้ว ความสุขเกิดขึ้น นี่คือกฎแห่งกรรม ทำไม่ดีก็มีผลทางไม่ดีเกิดขึ้น จิตเราเสีย ถ้าเราภาวนาทุกวันๆ เราก็จะเชื่อกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่ต้องระลึกชาติได้อะไรหรอก ไม่ต้องมีฤทธิ์มีเดชอะไรหรอก อย่างวันไหนอารมณ์ร้าย ไปด่าเขาอะไรอย่างนี้ ใจเศร้าหมอง ถ้ามานั่งสมาธิ โอ๊ย กว่าจะสงบ ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่ค่อยสงบแล้ว นี้ก็กฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำกรรมอันใดไว้ดีห

ปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 มิ.ย. 2569
"เราปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาความจริงของชีวิตเรา ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว จิตมันปล่อยวาง จิตมันไม่ยึดถือกายยึดถือใจได้ กายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ เมื่อจิตมันไม่ไปหยิบฉวยตัวทุกข์ขึ้นมา จิตมันก็ไม่ทุกข์ จิตที่เหลืออยู่พ้นจากความทุกข์ไป" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 28 มิถุนายน 2569

ปัญญาเกิดจากการเห็นด้วยตัวเอง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 มิ.ย. 2569
"การเจริญปัญญาไม่ใช่การนั่งคิดเอา ไม่ใช่การนั่งฟังเทศน์เฉยๆ อันนั้นเป็นปัญญาขั้นต้น เรียนไปฟังเทศน์ฟังธรรมอะไร เพื่อให้รู้วิธีปฏิบัติ ปัญญาที่เราไปฟังมานั้น ปัญญาของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ ไม่ใช่ของเรา ปัญญาของเราเกิดจากการที่เราเห็นด้วยตัวของเราเอง เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของใจ จิตต้องตั้งมั่น ทรงสัมมาสมาธิ ปัญญาถึงจะเกิดได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 27 มิถุนายน 2569

ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพราะเห็นความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มิ.ย. 2569
"อยู่กับเครื่องอยู่ให้มาก แต่อย่าไปเพ่ง ถ้าไปเพ่งแล้วไม่ใช่เครื่องอยู่แต่เป็นคุก มีเครื่องอยู่เราก็อยู่กับเครื่องอยู่ไป แล้วสติเราก็จะดีขึ้น สัมมาสมาธิจะดีขึ้น เมื่อสัมมาสมาธิเราดีมากแล้ว การเจริญปัญญาจะไม่ยากเลย จะใช้เวลานิดเดียวเลย ใช้เวลาไม่นานก็จะเข้าใจธรรมะ ธรรมะเบื้องต้นก็รู้ตัวเราไม่มี ธรรมะเบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีคือตัวทุกข์ พอรู้อย่างนี้จิตจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อจะเข้าไปสู่หล

รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มิ.ย. 2569
"หัดดูสภาวะไป ดูจิตไม่ได้ ดูร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวแล้วจะพัฒนาต่อได้ ถ้าลืมตัวเองไม่มีทางพัฒนาเลย ถ้ารู้สึกจิตได้ รู้สึกจิต มันรู้ได้หลายระดับ รู้ง่ายที่สุดเลย จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ อันนี้มีแค่ 3 ตัว ถ้ารู้ได้ละเอียดขึ้น ก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ เป็นอ

มีความเพียรอยู่กับกรรมฐาน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 มิ.ย. 2569
"การที่เราจะอยู่กับกรรมฐานเรา มันก็จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมนามธรรม สัมปชาโน สัมปชัญญะ รู้สึกที่ตัวเอง สติรู้สภาวะทั้งหลาย แต่เริ่มต้นก็ต้องมีอาตาปี มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส จะแผดเผากิเลสก็มีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ที่เหมาะกับตัวเอง แล้วก็อยู่กับเครื่องอยู่อันนั้น ไม่หลงลืม ตรงที่เราไม่หลงลืมสิ่งที่ควรจะทำ เรียกอสัมโมหะ สัมปชัญญะ ตัวนี้ตัวใหญ่เลย อสัมโมหะ แปลว่าสัมปชัญ

มีปัญญาเห็นจิตเป็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มิ.ย. 2569
"ขั้นแรกเลย อย่าส่งจิตออกนอก ทำกรรมฐานอันหนึ่งถ้าจิตเราไหลออกไปให้รู้ทัน อย่าห้ามจิต จิตไหลแล้วรู้ๆ เราจะได้จิตที่ตั้งมั่น ต่อไปเราก็ดูจิตใจของตัวเอง จิตสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ เราไม่เลือกว่าต้องสุขตลอด ไม่เลือกว่าต้องดี อะไรก็ได้ ถ้าผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต แค่รู้แค่เห็นไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ ฝึกเรื่อยๆ แล้วต่อไปจิตก็จะบรรลุมรรคผลได้ หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโ

มรณสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 มิ.ย. 2569
"เราเห็นคนตาย ไปงานศพไปอะไร เราน้อมมาพิจารณา ไม่มีใครหนีพ้นหรอก การที่เราคิดถึงความตายบ่อยๆ เป็นกรรมฐานที่ดีอันหนึ่ง เรียกว่ามรณสติ ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งคือหลวงปู่เทสก์ ท่านเคยบอกว่า มรณสติเป็นไม้ตาย ในการสู้กิเลส ถ้ากรรมฐานตัวอื่น เอาใจเราไม่ลง พิจารณาความตายลงไป เพราะทุกอย่างมันก็แค่ตาย ที่รักกันมากสุดท้ายก็พลัดพราก ต้องตายจากกัน เกลียดกัน สุดท้ายก็ต้องตายจากกัน หาสมบัติไว้เยอะแยะ สุดท

สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มิ.ย. 2569
"ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใ

จุดเริ่มต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 6 มิ.ย. 2569
"เราภาวนาไปเรื่อยๆ จะเห็นปัญญาเบื้องต้น คือเห็นขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา กายนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ปัญญาเบื้องกลางจะเห็นว่าตัวตา หู จมูก ลิ้น กาย คือตัวทุกข์ ไม่เป็นเรามาแต่แรกแล้ว แต่มันเป็นตัวทุกข์ มันถึงจะปล่อยวางได้ เห็นทุกข์ถึงจะปล่อยวางได้ แล้วต่อไปปัญญาขั้นสูงสุด จะเห็นว่าจิตเองคือตัวทุกข์ จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป ไม่เอาแล้ว โยนจิตทิ้งไปได้ แล้วเกิดจิตอีกชนิดหนึ่ง ที่มันไม่เกาะอะไร ไม่เกาะไม่เกี่ยวอะไรกั

รู้ทันใจตัวเองคือการปฏิบัติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มิ.ย. 2569
"ฝึกตัวเอง ใช้เรื่องการกิน การนอน การเดินทาง การทำงาน การอาบน้ำ การขับถ่ายอะไรใช้เป็นเครื่องมือปฏิบัติทั้งหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราคือการปฏิบัติทั้งสิ้นเลย ให้อ่านใจตัวเองให้ออก การอ่านใจตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ แค่รู้เท่านั้น ขณะนี้ใจเราสุขหรือใจเราทุกข์ หรือใจเราเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ อ่านจิตแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีอะไรเยอะแยะหรอก ถ้าอ่านตรงนี้ได้ ต่อไปก็อ่านได้ละเอ

มีสติตามรู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มิ.ย. 2569
"เรามีสติตามรู้ไปเรื่อยๆ เราก็เห็นจิตใจมัน จิตสุข จิตทุกข์ จิตดี จิตชั่ว ล้วนแต่ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง จิตมันก็แยกสิ่งที่ปรุงแต่งจิตออกไป แยกสุข แยกทุกข์ แยกดี แยกชั่วออกไป เข้ามาที่จิต พอเข้ามาถึงตัวจิตแล้ว เราไม่รักษาตัวจิต เราก็เห็นตัวจิตเกิดดับ เกิดที่ตาก็ดับที่ตา เกิดที่หูดับที่หู เกิดที่จมูกคือไปรู้กลิ่น จิตไปรู้กลิ่น เกิดที่จมูกก็ดับที่จมูก เกิดที่ลิ้นดับที่ลิ้น

ปัญญาคือการเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)
"ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วถ้าจิตเราหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ จิตถลำลงไปแปะอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ให้รู้ ตรงที่เรารู้ถึงจิตที่เคลื่อนไปเคลื่อนมา จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ นี้เป็นอีกหนึ่งในวิธีหนึ่งที่จะให้ได้จิตที่ตั้งมั่น พวกเราใช้วิธีนี้ง่ายที่สุดแล้ว พอจิตตั้งมั่นแล้ว คราวนี้เราเจริญปัญญาได้แล้ว จิตถอนตัวออกมาเป็นแค่คนเห็น เห็นอะไร เห็นปรากฏการณ์ของรูปธรรม ร่างกายที่มีอยู่ เคลื่อนไหวเปล

วางได้เพราะเห็นไตรลักษณ์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 พ.ค. 2569
"คอยรู้สึกอยู่ในกายจนเห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายไม่ใช่ของวิเศษอะไร เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เห็นความจริง จิตใจก็ไม่ใช่สิ่งที่เราบังคับได้ เดี๋ยวก็กระทบอารมณ์ดี เดี๋ยวกระทบอารมณ์ร้าย กระทบแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 31 พฤษภาคม 2569 (ช่วงเช้า)

ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 พ.ค. 2569
"ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางควา

การเดินปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 24 พ.ค. 2569
"เวลาเราเดินวิปัสสนา ความดีเกิด สิ่งที่ดีเกิด เราก็เห็นมันเกิดแล้วดับ ความชั่วเกิด มันก็เกิดแล้วก็ดับ เห็นมันเกิดดับๆ มันเท่าเทียมกัน จิตก็เลิกยินดียินร้าย ความสุขเกิด จิตก็ไม่ยินดี ความทุกข์เกิด จิตก็ไม่ยินร้าย ความชั่วเกิด จิตก็เป็นกลาง เมื่อจิตหมดความยินดียินร้าย จิตก็จะหมดความดิ้นรน เมื่อจิตหมดความดิ้นรน จิตก็จะรวมลงๆ เข้าอัปปนาสมาธิ แล้วจิตจะไปเดินปัญญาในสมาธิอยู่ 2-3 ขณะ อันนี้สำหรับคนซึ่งใช

เจริญสติปัฏฐานจนเกิดปัญญา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 23 พ.ค. 2569
"อาศัยการทำสติปัฏฐาน พอเกิดสติบ่อยๆ สัมมาสมาธิก็เกิด เมื่อสัมมาสมาธิเกิด ปัญญาคือการรู้ความจริงของรูปนามกายใจก็เกิด ฉะนั้นการทำสติปัฏฐาน เบื้องต้นได้สติ แล้วมันจะควบสมาธิมาด้วย สมาธิที่ถูกต้องควบมาด้วยกับสัมมาสติ แล้วสิ่งที่จะได้มาในเบื้องปลาย ของการทำสติปัฏฐานคือปัญญา เห็นความจริงของรูปนามกายใจ ถ้าปัญญาเกิด เห็นความจริงของรูปนามกายใจแล้ว จิตจะคลายความยึดถือ กายนี้มันทุกข์ ใครจะไปหยิบเหล็กเผาไฟแดง

จิตตั้งมั่นแท้จริงแล้วถึงดูจิตได้ละเอียด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 พ.ค. 2569
"คนทั่วไปเวลาโกรธมันจะรู้สึกว่าเราโกรธ นักปฏิบัติเวลาโกรธเราจะเห็นว่า เออ จิตมันกำลังโกรธ ถ้าเราภาวนาเก่งขึ้นเราจะเห็นว่าจิตไม่ได้โกรธหรอก จิตรู้ว่าความโกรธกำลังเกิดขึ้น ตรงที่เราสามารถแยกได้ว่าจิตกับความโกรธเป็นคนละอัน จิตกับความโลภเป็นคนละอัน จิตกับความหลงเป็นคนละอัน จิตกับสุขกับทุกข์เป็นคนละอัน ตัวจิตมันจะเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ คือจิตมันจะตั้งมั่น บริบทสิ่งแวดล้อมอะไรไม่ใช่จิตทั้งหมดเลย ทีนี้พอจิตเร

วัตถุประสงค์ของการฝึกสมาธิ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 16 พ.ค. 2569
"การที่เราฝึกสมาธิเพื่อให้เรามีจิตที่เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเป็นวัตถุประสงค์หลัก เพราะฉะนั้นบทเรียนในการฝึกสมาธิ ถึงชื่อว่าจิตตสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสงบสิกขา ไม่ใช่เรียนเรื่องสมาธิสิกขา แต่เรียนเรื่องจิตตสิกขา ฉะนั้นถ้าเรามีสติ อาศัยสติรู้เท่าทันจิตของเราไป แล้วสมาธิอัตโนมัติจะเกิดเอง เมื่อไรสติอัตโนมัติเกิด เมื่อนั้นสมาธิอัตโนมัติจะเกิด พอจิตเรามีสมาธิ ตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ทำบ่อยๆ

ศาสนาพุทธไม่ได้มองโลกแง่ร้าย : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 พ.ค. 2569
"มีคนบางประเทศๆ ได้ยินว่าศาสนาพุทธสอนให้รู้ทุกข์ ตราหน้าศาสนาพุทธเลยว่าเป็นศาสนาที่มองโลกแง่ร้าย เขาบอกฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วหดหู่ พูดอยู่ได้แต่เรื่องทุกข์ มองโลกแง่ร้าย ถามว่ามองโลกแง่ร้ายจริงไหม ไม่จริง ถ้าพระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนมีความทุกข์ ไม่มีทางออกจากทุกข์ นี่มองโลกแง่ร้าย แต่ท่านบอกเลยมีความทุกข์เพราะมีเหตุอย่างนี้ เราสามารถละเหตุตรงนี้ได้ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยการเจริญอริยมรรคมีองค์

กรรมแก้ไม่ได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 พ.ค. 2569
"เราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้ หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำค

การเจริญปัญญา 3 ลักษณะ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 พ.ค. 2569
"การเจริญปัญญาเราทำได้ 3 ลักษณะ อันหนึ่ง ทำสมาธิในขั้นอัปปนาสมาธิ เข้าฌาน แล้วถอยออกจากฌานมาแล้ว มาเดินปัญญา อันที่สอง ใช้สมาธิกับปัญญาควบกัน เราเข้าฌานแล้วไปเจริญปัญญาในฌาน อันที่สาม เราเจริญปัญญาไปด้วยจิตที่มีสมาธิพื้นฐานนี่ล่ะ เจริญปัญญาไปเรื่อยๆ เรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจไป ถึงจุดหนึ่งจิตจะเข้าฌาน อันนี้เป็นปัญญานำสมาธิ ในขณะที่อริยมรรคเกิดไม่ได้เกิดลอยๆ อริยมรรคจะเกิดในฌาน จะต้องมีฌานประก

วิธีฝึกจิตให้สงบและตั้งมั่น : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 พ.ค. 2569
"หลักของการปฏิบัติ จนเราได้จิตที่ตั้งมั่นอย่างแท้จริงขึ้นมาแล้ว เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง วิธีฝึกจิตให้สงบแล้วก็ตั้งมั่น จิตที่สงบจะมีกำลัง จิตที่ตั้งมั่นจะพร้อมสำหรับการเจริญปัญญา เมื่อจิตตั้งมั่นแต่ไม่สงบเลย ไม่มีแรง มันตั้งได้แวบเดียวก็ล้มไปแล้ว เหมือนเราตั้งไข่ เอาไข่มาตั้ง ตั้งปุ๊บก็ล้ม ฉะนั้นกรรมฐานที่ฝึกจิตทั้ง 2 อย่าง คือฝึกจิตให้สงบ มันจะเกิดกำลัง กับฝึกจิตให้ตั้งมั่น จะพร้อมที่เดินปัญญา

ต้องซ้อมในรูปแบบถึงสู้กิเลสไหว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 พ.ค. 2569
"การที่เราทำในรูปแบบ เหมือนเราเข้าค่ายชกมวยเข้าค่ายซ้อม อยู่ๆ ไม่เคยซ้อมมวย ไม่เคยเรียนมวย ไม่เคยเรียนกังฟู ไปชกกับเขาก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เคยฝึกกรรมฐานในรูปแบบ ออกไปอยู่กับในชีวิตจริง กิเลสก็ซัดเราตายเลย เพราะฉะนั้นเวลาการทำในรูปแบบเหมือนเราเข้าค่ายซ้อม เข้าค่ายซ้อมกังฟู พอเราซ้อมเก่ง เรามาอยู่ ชกที่ไหนก็ได้ ต่อยที่ไหนก็ได้ ไม่เลือกที่แล้ว เรียกว่าเราทำในรูปแบบจนเราชำนิชำนาญจิตเราตั้งมั่นแล้

ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 เม.ย. 2569
"ใจเรามีความทุกข์ เพราะใจเราไปแบก ไปหาม ไปยึด ไปถือ มีภาระขึ้นมา มันก็หนัก กลุ้มอกกลุ้มใจ หนักอกหนักใจ ทำอย่างไรมันจะไม่แบก มันจะไม่เข้าไปแบก ไม่หาม ไม่เข้าไปหาม ถ้ามันมีปัญญาเห็นความจริง พระพุทธเจ้าท่านสอน ถ้าเราเข้าไปยึดถือเราก็จะมีความทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือก็ไม่ทุกข์ ทำอย่างไรจะไม่ยึดถือ ก็ต้องเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่น่ายึดถือ ไม่น่ายึดถือ เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ไ

การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 เม.ย. 2569
"อยากพ้นโลกอยากเหนือโลกเข้าถึงโลกุตตรธรรม เราต้องศึกษาธรรมะ การศึกษาธรรมะมีบทเรียน 3 บท เรื่องของอธิศีลสิกขา เรียนเรื่องศีล เรียนเรื่องจิต เรียนเรื่องการเจริญปัญญา บางทีพูดง่ายๆ บอกศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้คือสิ่งที่ต้องมี แต่อย่างเราจะมีศีล เราก็ต้องมีบทเรียนรู้วิธีรักษาศีล เรียนที่จะรักษาศีลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป บทเรียนที่สอง ชื่ออธิจิตตสิกขา เรียนเรื่องจิต แล้วสิ่งที่เราได้จากการเรียนเรื่องจิต อันแรกเลย

เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 เม.ย. 2569
"ถ้าไม่ได้เจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง ไม่รู้สึกตัวหรอก ในโลกมีแต่คนหลง เราเคยชินที่จะหลง จะให้เรามารู้สึก ทำยาก ก็ต้องฝึก ทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่ง ที่เนื่องด้วยกายด้วยใจของเรา ฉะนั้นมีสติ พูดถึงสติเข้าใจยากอีกแล้ว ใครๆ ก็ว่าตัวเองมีสติ มันไม่ใช่หรอก สติทั่วไปกับสัมมาสติไม่เหมือนกัน ความรู้สึกตัวเป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่น โดยไม่ได้เจตนา จิตตั้งมั่น มีสติที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติที่ระลึกรู้รูปนามกายใจ

วัตถุประสงค์ของสมถะและวิปัสสนา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 เม.ย. 2569
"วัตถุประสงค์ของสมถกรรมฐาน มุ่งไปที่ความสุข ความสงบ ต่อไปก็ตั้งมั่น แล้วก็ใช้เป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนา ส่วนวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เรารู้ถูกเข้าใจถูกเกี่ยวกับชีวิตเราเอง ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ถ้าเข้าใจรูปธรรมนามธรรม ที่ประกอบเป็นกายใจเรา เราก็เข้าใจโลกข้างนอกด้วย โลกข้างนอกก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ฉะนั้นเรียนรู้เข้าใจตัวเองได้ เข้าใจชีวิตได้ ก็เข้าใจโลกด้วย เราจะเกิดความปล่อยว

เห็นทุกข์จนไม่อยากไปเกิดแล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 12 เม.ย. 2569
"ค่อยๆ ภาวนา เริ่มต้นก็เตาะแตะๆ ล้มลุกคลุกคลานเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครไม่ล้มลุกคลุกคลานหรอก ลำบากไปก่อน ฝึกมากๆ ไป ต่อไปจิตมันก็พัฒนาสูงขึ้นๆ ไป ความทุกข์จะลดลง น้อยลงๆ แล้วมันไปเห็นทุกข์สาหัสอีกทีหนึ่ง ตรงที่มันเห็นจิตเป็นทุกข์ ทุกข์สาหัส ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยเล่าว่า ท่านเห็นกายนี้คือตัวทุกข์ มันทุกข์ขนาดว่าเหมือนภูเขาทั้งลูกลงมาทับ บดขยี้ลงมา มันทุกข์ขนาดนั้นท่านถึงวางได้ บางท่านท่านเห็นจิ

นิโรธคือความดับทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 เม.ย. 2569
"นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเ

ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 5 เม.ย. 2569
"ถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่

กรรมฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 เม.ย. 2569
"การภาวนาไม่เห็นมันจะยากอะไรเลย ทำอย่างนี้ก็ได้ ทำอย่างนี้ก็ได้ ที่ทำไม่ได้ มันทำไม่ถูกเรื่อง อย่างทำสมถะอย่างนี้ ไม่รู้จักเลือกอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง เห็นเพื่อนเขาทำอย่างนี้ เราก็จะทำตามเขา เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ที่นี่หลวงพ่อเลยไม่เคยจัดคอร์ส เพราะหลวงพ่อสอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จัดคอร์สมันก็ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน ตอนนี้นั่งสมาธิ ตอนนี้เดินจงกรม ตอนนี้ทำอย่างนั้น ตอนนี้ทำอย่าง

รากของตัณหาคือความไม่รู้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 มี.ค. 2569
"การที่จิตเราเที่ยวแสวงหาภพไปเรื่อยๆ แล้วก็ก่อภพ ก่อชาติ ก่อทุกข์ไปเรื่อยๆ เพราะความอยากมันผลักดัน ตัณหาคือความอยากเป็นตัวสร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ วิธีที่เราจะจัดการกับตัณหาไม่ใช่ไปห้ามมัน รากของตัณหาคือความไม่รู้ความจริง ไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 หรือตัวอวิชชา เพราะฉะนั้นรากของตัณหารากของความอยากก็คือตัวอวิชชา เราไม่รู้ความจริง ฉะนั้นอยากทำลายความอยากถาวรก็ต้องเรียนรู้ความจริง จนจิตเกิดวิชชา

นิพพานมีจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 มี.ค. 2569
"พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความ

ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 มี.ค. 2569
"พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า "ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา" ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันน

หมดอยากก็หมดทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 มี.ค. 2569
"ต้นตอรากเหง้าของความอยากที่แท้จริง คือการไม่รู้ความจริงของชีวิต เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต เราไม่ยอมรับความจริงของชีวิต เราก็เกิดความอยาก ทันทีที่เกิดความอยาก จิตใจก็ไม่สงบแล้ว จิตใจก็ดิ้นรนวุ่นวาย ใจเราก็มีความทุกข์ขึ้นมา ฉะนั้นการที่เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ตัวนี้เรียกว่าอวิชชา เป็นรากเหง้าทำให้เกิดตัณหา เกิดความอยาก ความอยากก็ทำให้เกิดความดิ้นรนของจิตใจ ความดิ้นรนของจิตใจเกิดขึ้น จิตใจก็ม

จิตผู้รู้คือตัวทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 มี.ค. 2569
"วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือ จิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระ

จุดตั้งต้นคือความรู้สึกตัว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 มี.ค. 2569
"เรื่องความรู้สึกตัวเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารู้สึกตัวไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้จริง แน่มาจากไหนก็ทำไม่ได้หรอก เก่งที่สุดคือได้แค่เพ่งเอาไว้ เป็นสมถะ จะเดินปัญญามันทำไม่เป็น ทำไม่ได้ คนทั่วไปเขาชอบคิดว่าตัวเองรู้สึกตัว ในความเป็นจริงแล้ว คนที่รู้สึกตัวได้ มีน้อยเต็มที นับตัวได้เลย ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะเราเกิดมากับความหลง มีชีวิตอยู่กับความหลง แล้วก็ตายไปพร้อมกับความหลง หลงคือสภาวะที่มันลืมตัวเอง มันลืมกา

ปัญญามี 2 ส่วน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 มี.ค. 2569
"หลวงพ่อบอกแล้วปัญญามี 2 ส่วน ปัญญาเบื้องต้นกับปัญญาที่มันเป็นส่วนที่ดี มีวิปัสสนาปัญญา มีโลกุตตรปัญญา เบื้องต้นต้องมีปัญญาเบื้องต้นเสียก่อน รู้ว่าเราจะปฏิบัติอะไร ปฏิบัติอย่างไร เวลาลงมือก็คอยระวังคอยสังเกตความคิดของเราให้ดี แล้วศีลของเราก็จะดี พอศีลของเราดี ใจเราก็สงบง่าย เราก็ต้องมีความเพียรชอบ ความเพียรชอบหมายถึงมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เอาชนะกิเลส มีความมุ่งมั่นที่จะเจริญกุศล มีความมุ่งมั่น ม

ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 มี.ค. 2569
"ท่านสอนละเอียดยิบเลย สอนตั้งแต่ตัวทุกข์ เหตุของทุกข์คือตัณหา ตัณหาเกิดจากความไม่รู้ความจริงของชีวิต คือไม่รู้ความจริงของรูปนาม กายใจของเรา ทำอย่างไรจะรู้ ก็ต้องทำสติปัฏฐาน ทำวิปัสสนากรรมฐาน ทำวิปัสสนานั่นล่ะ แล้วรายละเอียดท่านแจกแจงลงในสติปัฏฐาน ว่าจะทำวิปัสสนาอย่างไร ฉะนั้นทำสติปัฏฐานแล้ว สิ่งที่ได้คือสติ เห็นสภาวะบ่อยๆ แล้วสติเกิด แล้วไม่ต้องเห็นสภาวะทั้งหมด เห็นสภาวะบางอย่าง แล้วก็จะเข้าใจสภาว

พาจิตให้เรียนรู้ความจริง : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มี.ค. 2569
"การที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้ เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุ

รูปแบบไหนไม่สำคัญเท่าเนื้อใน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 มี.ค. 2569
"ถ้ามีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิ ปฏิบัติแบบไหนก็ใช้ได้หมด แต่ถ้าขาดสัมมาสติ ขาดสัมมาสมาธิ ให้หลักสูตรวิเศษแค่ไหนมันก็ทำไม่ได้ ไม่ได้ผลอะไร สู้กิเลสไม่ได้ รูปแบบอย่างไรไม่สำคัญหรอก สำคัญที่เนื้อใน มีสติถูกต้องไหม ถ้าสติเราเป็นสัมมาสติจริง สัมมาสมาธิก็จะเกิด เมื่อสัมมาสมาธิเกิด การเจริญวิปัสสนาก็จะเกิด มีสัมมาญาณะ เมื่อเจริญสัมมาญาณะ ทำวิปัสสนาได้เต็มที่ สัมมาวิมุตติคืออริยมรรค อริยผลก็จะเกิด ใครชอบอะไรก

เรียนธรรมะด้วยใจที่อ่อนโยน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 มี.ค. 2569
"บางทีที่หลวงพ่อไปเรียนกับรุ่นครูบาอาจารย์ เข้าไปหาท่านเราไม่ต้องพูด เราเข้าไปด้วยใจที่อ่อนโยน เข้าไปด้วยใจที่ปรารถนาคุณงามความดีใส่ตัวเอง ไม่ได้ไปอวดเก่งอวดดีกับท่าน เข้าไปหาท่าน ไปอยู่ใกล้ๆ ท่าน เดี๋ยวท่านก็สอนธรรมะเอง ท่านพูดเอง หลวงพ่ออยู่กับครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่ด้วยวิธีนี้เลย ไม่ต้องพูด เรียนกับครูบาอาจารย์ ถ้าประเภทกูรู้หมดแล้ว ธรรมะของท่านไม่มี ไม่ใช่ท่านไม่เมตตา ท่านเมตตาทุกคนเท่าๆ กัน แต่ค

ยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์แล้ว : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ก.พ. 2569
"เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือการเรียนรู้ความจริงของร่างกาย ของจิตใจ ถ้าเข้าใจความจริงได้ มันจะไม่ทุกข์ หรือทุกข์ก็ทุกข์น้อยๆ ความจริงของร่างกายเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ในโลกปัญหามากมาย ไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงที่สุดสำหรับเราเท่ากับตาย ถ้ากระทั่งตายยังไม่หวั่นไหว ปัญหาในโลกจะมาทำอะไรเราได้ การที่เราคอยมีสติรู้สึกกายรู้สึกใจ เราจะเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจ ร่างกายมีธรรมชาติต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องต

อยู่กับวิหารธรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 22 ก.พ. 2569
"สติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิต

ถ้าลงมือปฏิบัติจะรู้ทุกข์แจ่มแจ้ง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ก.พ. 2569
"ถ้าเรียนบาลี วัตถุประสงค์เพื่อจะไปศึกษาพระไตรปิฎกรู้เรื่อง ลงมือปฏิบัติแล้วก็เอามาเผยแพร่ อันนี้ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด ถ้าเรียนบาลีจบแล้วก็ถือว่าเลิกกัน เสียเวลา สู้กิเลสไม่ได้ มีตัวอย่างให้เราเห็นเยอะแยะเมื่อปีกลายนี้ พวกเราไม่ได้เรียนปริยัติมากมายอะไร เราเรียนจากภาคสนามเลย คล้ายๆ คนจะปลูกต้นไม้ คนหนึ่งเขาไปเรียนเกษตร เราไม่ได้เรียนเกษตร เราอยู่ในสวน ปลูกจริงๆ สะสมความรู้สืบทอดกันจากบรรพบุรุษ ทีแรก

ดูจนเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.พ. 2569
"เราฝึกให้จิตเราอยู่กับเนื้อกับตัว ตั้งมั่นขึ้นมา แล้วเราจะเห็นว่าพอสติระลึกรู้กาย จิตเราตั้งมั่นอยู่ เราจะเห็นว่ากายกับจิตเป็นคนละอันกัน ร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ก็จะเห็นเวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สัญญา ความจำได้ความหมายรู้ต่างๆ ผุดขึ้นมา เราก็จะเห็นสัญญาทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตตั้งมั่นอ

จิตประภัสสรคือจิตอวิชชา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 15 ก.พ. 2569
"เราเดินในสติปัฏฐาน 4 เข้ามาเป็นลำดับๆ มา เราจะค่อยๆ สังเกตเห็นกุศลหรืออกุศล สุข หรือทุกข์ กุศลอกุศลเสมอกัน เป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน จิตก็ไม่สนใจแล้ว จิตวาง จิตจะทวนกระแสเข้ามาที่จิต เมื่อจิตทวนกระแสเข้ามาที่จิตแล้ว ตรงนี้เป็นจุดที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่า นักปฏิบัติเกือบทั้งหมดมาตายอยู่ตรงนี้ มาตายอยู่ที่จิตประภัสสรนี้ล่ะ พอจิตเราสว่างผ่องใส เราก็ปลื้มอกปลื้มใจ โอ้ จิตเราดีแล้ว จิตเราไม่มีกิเลสแล้ว มันอย

ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 14 ก.พ. 2569
"ในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึด

ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ก.พ. 2569
"การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย คนทุกคนสามารถอ่านใ

เริ่มจากจุดที่เราทำได้ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ก.พ. 2569
"เบื้องต้นก็มีวิหารธรรมแล้วก็เรียนของเราไป หรือเริ่มจากจุดที่เราทำได้ แล้วต่อไปความรู้ความเข้าใจมันจะขยายออกไป อย่างเรารู้กาย หายใจออกไม่ใช่เรา หายใจเข้าไม่ใช่เรา จิตที่ไปรู้กายที่หายใจก็ไม่ใช่เรา รู้หมดทั้งกายทั้งจิตล่ะ ฉะนั้นเบื้องต้นอยู่กับวิหารธรรมไป แล้วดูจิตหนีไปจากวิหารธรรมก็รู้ จิตถลำไปเพ่งไปจ้องเอาเป็นเอาตายก็รู้ แล้วจิตมันจะค่อยๆ พัฒนาเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก ความรู้มันก็จะกว้างขวางออกไปเ

วิญญาณไม่ใช่เรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 ก.พ. 2569
"ถ้าเราหัดทำกรรมฐาน จิตเราไหลเรารู้เรื่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นวิญญาณไม่เที่ยง วิญญาณคือความรับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตัวนี้ ถ้าพวกเราฝึกจิตให้ดี แล้วเรามาเห็นความเกิดดับของวิญญาณทางอายตนะทั้ง 6 การเจริญปัญญาจะสั้นนิดเดียว ถ้าเห็นวิญญาณไม่ใช่เรา จิตที่หยั่งรู้อารมณ์ สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ตรงนี้ล่ะสำคัญมาก จะแตกหักกันตรงนี้ พอรู้ลงมาถึงจิต จิตไม่ใช่เราต

จิตหยั่งลงในภพ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ก.พ. 2569
"เราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น ไม่ใช่ไปบังคับจิตให้ตั้งมั่น แต่มีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หยั่งลงไปตรงโน้นหยั่งลงไปตรงนี้ หยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นล่ะ ไม่มีที่อื่นหรอก ถ้าเราเห็นบ่อยๆ จิตเราจะตั้งมั่นมีกำลังขึ้นมา ฉะนั้นสัมมาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้สัมมาญาณะบริบูรณ์ สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา มีสมาธิแล้วก็ต้องไปเดินปัญญา จะเห็นความจริงคือเห็นไตรลักษณ์ตรงนี้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ประโยชน์ของสมาธิในทางโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ก.พ. 2569
"การฝึกสมาธิมีประโยชน์มาก ในทางธรรมมันมีประโยชน์อยู่แล้วล่ะ ในทางโลก พวกเราส่วนใหญ่อยู่ในทางโลก ก็ต้องรู้จักเอาสมาธิมาใช้ ฉะนั้นเวลาชีวิตมีปัญหาอย่าไปวิ่งชนมัน ปัญหามีเอาไว้แก้ ไม่ใช่วิ่งชน เอาไว้แก้ไข ทำใจให้สงบ ปัญญามันเกิด มันรู้ว่าอันไหนควรจะแก้แล้วมันจัด Sequence ให้เลย เรื่องนี้แก้ก่อน เรื่องนี้ต่อไปๆ รู้อันไหนเป็นปัญหาหลัก อันไหนเป็นปัญหารอง อันไหนเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ไม่เหมือนกันแต่ละอัน สติ

วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ม.ค. 2569
"ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ดินเป็นตัวเราไหม น้ำเป็นตัวเราหรือเปล่า ลมเป็นตัวเราไหม อย่างหายใจ ลมหายใจเป็นตัวเราไหม น้ำ เราฉี่ออกมาเป็นตัวเราไหม พอดูลงไปเรื่อยๆ เราจะพบตัวเราไม่มีหรอก ส่วนที่เป็นร่างกายนี้ก็เป็นแค่ธาตุ ส่วน

วิธีเอาชนะความทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 30 ม.ค. 2569
"สิ่งที่ชาวพุทธเราเรียน จุดสูงสุดก็เรียนรู้ชีวิตตัวเอง ทำความเข้าใจกับชีวิตของตัวเอง ถ้าเราเข้าใจชีวิตเราถ่องแท้แล้ว เราก็จะไม่ทุกข์ ความทุกข์อันนี้หมายถึงความทุกข์ทางใจของเรา ส่วนความทุกข์ทางร่างกาย มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องทุกข์ ส่วนความทุกข์ทางใจเป็นสิ่งที่เราเอาชนะได้ วิธีเอาชนะก็คือการเรียนรู้ความจริงของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเราเขาเรียกมีประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ แล้วเราก็เร

ทำอย่างไรใจจะไม่ทุกข์ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 ม.ค. 2569
"พวกเราฝึกเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะเข้าใจธรรมะ คือจิตยอมรับความจริง ยอมรับความจริงได้ว่า เราจะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่รัก เราต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่ชอบใจ เราจะต้องเจอกับความสมหวัง ผิดหวัง เอาแน่เอานอนไม่ได้ จิตยอมรับความจริงได้แล้วจะไม่ทุกข์ จะค่อยๆ คลายความยึดถือออกไป ถึงขั้นสุดท้ายบรรลุพระอรหันต์ นอกจากเห็นความจริงร่างกายจิตใจไม่ใช่ตัวเรา จะเห็นเลยไม่ใ

ยอมรับความจริงของโลก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ม.ค. 2569
"เราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู

ข้อดีและข้อด้อยของกรรมฐานต่างๆ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 24 ม.ค. 2569
"อานาปานสติไม่ใช่ง่าย มีความพลิกแพลงมากมาย จะทำให้เป็นสมถะก็ได้ ทำให้เป็นวิปัสสนาก็ได้ ทำให้เกิด คือขณิกสมาธิก็ได้ อุปจารสมาธิก็ได้ อัปปนาสมาธิก็ได้ พลิกไปเป็นกสิณก็ได้ ฉะนั้นโอกาสที่จะพลาดก็เยอะ มีทางแยกเยอะ อาจารย์อภิธรรมบางท่านสอนเลย อานาปานสติเป็นกรรมฐานของมหาบุรุษ คือระดับบารมีสูงๆ ถ้าพวกเราไม่ได้ขนาดนั้น เราก็ใช้ตัวที่ง่ายกว่าอานาปานสติ เราใช้อิริยาบถ 4 ข้อดีคือดูง่าย ขณะนี้นั่งอยู่ รู้สึก ข

พัฒนาจิตให้กลับสู่ความเป็นประภัสสร : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 18 ม.ค. 2569
"ในความเป็นจริงแล้วจิตของเราทุกคน กระทั่งจิตของสัตว์เดรัจฉาน จิตของเทวดา ของสัตว์นรกอะไร จิตดั้งเดิมประภัสสรผ่องใสอยู่แล้ว จิตประภัสสรสว่าง สงบ แต่โง่ไม่ฉลาด ยังไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา ฉะนั้นจิตประภัสสร ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ ทีนี้พวกเราจะต้องมาพัฒนาจิตผู้รู้ หรือพยายามพัฒนาจิตให้กลับไปสู่สภาวะเดิมคือจิตที่ประภัสสร การที่จะพัฒนาจิตให้กลับไปสู่ความเป็นจิตผู้รู้หรือจิตประภัสสรได้ ต้องรู้ทันว

ประโยชน์ของการทำสมถะ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ม.ค. 2569
"ชีวิตนี้วุ่นวาย มีเรื่องปวดหัวมากมาย ถ้าถึงเวลาเรากลับบ้านกลับช่อง ไปทำงานมาเหนื่อยๆ กลับบ้าน อาบน้ำอาบท่า พักผ่อนสบายแล้วก็ภาวนา ไหว้พระ สวดมนต์ ให้จิต ทำกรรมฐาน มีวิหารธรรมให้จิตอยู่ในอารมณ์ที่เราอยู่แล้วมีความสุข ไม่นานจิตก็สงบ แล้วจิตมีกำลัง ไปต่อสู้กับชีวิตได้อีก ถ้าจิตไม่มีแรง แล้วก็เหนื่อยมากๆ สู้ชีวิตไปมากๆ เดี๋ยวก็เป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า ทุกวันนี้คนเป็นโรคจิต โรคซึมเศร้า มหาศาลเลย คนไทยเร

วิธีสู้กิเลส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ม.ค. 2569
"สติปัฏฐานเป็นคำสอนที่สุดยอดเลย เป็นแบบฝึกหัดที่สุดยอดจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยากเกินไปด้วยเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้ การทำสติปัฏฐาน เริ่มต้น เราต้องหาเครื่องอยู่ให้จิตอยู่สักอย่างหนึ่ง เครื่องอยู่ที่พระพุทธเจ้าสอนเราก็คือกาย ร่างกายเรานี้ เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ จิตที่เป็นกุศลอกุศล แล้วก็ธรรมคือสภาวะรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันนี้จะดูยาก กระบวนการทำงานของมัน ของที่ดูง่ายๆ ก็ดูกาย ดูเวทนา ดูจิ

แผนที่การเดินทางในสังสารวัฏ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 10 ม.ค. 2569
"เราตามรู้กายรู้ใจเนืองๆ จิตมันยอมรับความจริงได้ ความสุขในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความสุขในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน เห็นแล้วก็รู้ เราถูกหลอกให้วิ่งหาความความสุข ให้วิ่งหนีความทุกข์ตลอดเวลา วิ่งหาความสุข ความสุขก็ไม่ยั่งยืน วิ่งหนีความทุกข์ มันก็หนีไม่ได้จริง เพราะจริงๆ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข เราหนีความจริงไม่ได้ พอเราเห็นตามความเป็นจร

ปลูกศรัทธาในใจเรา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 4 ม.ค. 2569
"ศรัทธาของปุถุชนกลับกลอก ทีแรกอาศัยเชื่อลองดูก่อน ยังไม่ต้องศรัทธาเต็มร้อยหรอกเพราะไม่มีหรอก ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง แต่มาลองดู มาลองเรียนไตรสิกขาดู แล้วพอเราเห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น การที่เราเข้าเห็นผลของการปฏิบัติเรียกว่าเรามีปัญญาแล้ว เรารู้เหตุรู้ผลแล้ว ทำศีลไปอย่างนี้มีผลอย่างนี้ เจริญสมาธิมีผลอย่างนี้ เจริญปัญญามีผลอย่างนี้ ถึงโลกุตตระแล้วเป็นอย่างนี้ๆ ศรัทธาเราจะแน่นแฟ้นม

ยอมรับความเป็นธรรมดา : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 3 ม.ค. 2569
"ธรรมะมันธรรมดา เมื่อไรใจเรายอมรับธรรมดาได้ ใจเราเป็นธรรมดา ใจเราไม่ทุกข์ ความทุกข์มันเกิดจากความอยาก ความอยากทั้งหลายล้วนแต่เรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น อย่างธรรมดาของร่างกายเรา ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เราอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากของที่มันไม่ธรรมดา จิตใจเราต้องกระทบอารมณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง พลัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก สมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง มันธรรมดา เราก็ไม่อยากพ

การเห็นทุกข์คือการเห็นอริยสัจ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ม.ค. 2569
"การเห็นทุกข์ก็คือการเห็นอริยสัจ ถ้าเรารู้ความจริง โดยเฉพาะการรู้ความจริงว่าจิตคือตัวทุกข์ จิตรู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็จะละสมุทัย ละความอยาก ละความยึด ตรงที่เรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเรียกว่าเรามีวิชชา ล้างอวิชชาได้ อวิชชาคือความไม่รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นล่ะไม่รู้อริยสัจ เราภาวนาเรื่อยๆ เราเห็นมีแต่ทุกข์ ถ้ายังดูตรงนี้ไม่ออก บางคนยังไม่เห็น ก็ดูทุกข์ของกายไป กายนี้ทุกข์ แล้วพอจิตเรามีสติ สมาธิ ปัญญาแข็ง

ทำกรรมฐานที่เราถนัด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 31 ธ.ค. 2568
"ไม่มีกรรมฐานอะไรดีกว่ากรรมฐานอะไร กรรมฐานอันไหนทำแล้วสติเกิด อันนั้นดีกับเรา อาจจะไม่ดีกับคนอื่น หรือกรรมฐานที่ดีของคนอื่น อาจจะไม่เหมาะกับเรา เราทำแล้วไม่ได้ผลก็ได้ เพราะฉะนั้นกรรมฐาน ทางใครทางมัน ดูที่มันเหมาะกับตัวเอง อย่างหลวงพ่อไม่ชอบดูกาย รู้สึกมันตื้น มันไม่ถึงใจ หลวงพ่อดูแล้วไม่สนุก จริตนิสัยคนเราไม่เหมือนกัน แต่หลวงพ่อ หลวงปู่ดูลย์ให้หลวงพ่อดูจิต โอ้ สนุก จิตนี้ทำไมมันวิจิตรพิสดาร มันหลา

วิธีออกจากโลกของความคิด : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ธ.ค. 2568
"ถ้าเรารู้ว่ากำลังฝันอยู่ คือกำลังหลงอยู่ จิตเราจะตื่นทันที แบบเดียวกันถ้านอนหลับอยู่ เรารู้ตัวว่ากำลังฝัน จิตจะตื่น ร่างกายจะตื่นขึ้นมา แล้วเวลาภาวนาถ้าเรารู้ทันว่าจิตเราฝันอยู่ จิตเราหลงอยู่ในโลกของความคิด จิตจะตื่นทันทีเลย เมื่อจิตตื่นก็ฝึกบ่อยๆ ให้ตื่นบ่อยๆ ทำกรรมฐานอันหนึ่งจิตหลงไป คือจิตฝันไป รู้ทัน จิตก็จะตื่น เดี๋ยวก็ฝันอีก ฝันอีก รู้อีกก็ตื่นอีก ทำให้มากเจริญให้มาก ในที่สุดจิตจะมีกำลัง จิ

จากบุพพภาคมรรคสู่อริยมรรค : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 28 ธ.ค. 2568
"ถ้าเรามีทฤษฎีชี้นำที่ถูก รู้เบื้องหลังความคิดของตัวเอง ศีลของเราก็จะดี คำพูดของเราดี พฤติกรรมทางร่างกายของเราดี การดำรงชีวิตของเราดี เมื่อเราดี ตรงนี้ใจเราจะไม่วุ่นวาย ใจเราจะสงบสุข เราก็จะสามารถก้าวไปสู่กลุ่มของมรรคที่ตรง เป็นการพัฒนาจิตโดยตรง มีองค์ 3 สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ มีองค์ 3 ประการ เมื่อเรามีทฤษฎีชี้นำถูกคือเราต้องรู้ทุกข์ ละสมุทัย มีความคิดที่ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส มีศีลที่ดีท

ทางสายกลางของแต่ละคน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 27 ธ.ค. 2568
"ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างบางคนกินข้าวแค่นี้พอดี นอนแค่นี้พอดี อันนี้เป็นทางสายกลางของคนนั้น อีกคนหนึ่งต้องอดนอน อดนอนผ่อนอาหารแล้วพอดี จิตใจมีสติ มีสมาธิ เดินปัญญาคล่องแคล่ว อันนี้ทางสายกลางของเขา เราเห็นครูบาอาจารย์อดนอน ผ่อนอาหาร แล้วท่านเจริญในธรรม เราก็คิดว่าต้องทำแบบนี้แล้วเจริญ ร่างกายเราไม่ได้เหมาะที่จะเป็นอย่างนั้น ก็ทรมานตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโย

อย่าทิ้งโอกาสในการปฏิบัติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 21 ธ.ค. 2568
"ในฐานะที่พวกเราเกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ อย่าปล่อยปละละเลยโอกาส โอกาสทองอย่างนี้หายาก นานๆ ถึงจะเกิดศาสนาพุทธทีหนึ่ง แล้วศาสนาพุทธก็มักจะอยู่ได้ไม่นาน เป็นศาสนาที่เข้าใจยาก เป็นศาสนาที่ทวนกระแสของโลก สัตว์โลกมันไหลไปตามกระแสของกามของกิเลส เราคิดว่ากามสุขมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง ตอนนี้ขอหากามสุขไว้ก่อน ไว้เจอพระศรีอาริย์แล้วค่อยแสวงหาสุข ที่ประณีตขึ้นไปจากความพ้นท

วิเวก : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 20 ธ.ค. 2568
"จะล้างกิเลสให้เด็ดขาดก็ต้องทำวิปัสสนา ทำจิตให้สงบ นั่งสมาธิ ข่มกิเลสได้ชั่วคราว หมดกำลังสมาธิ กิเลสมันก็กลับมาอีกแล้ว "เป็นฆราวาสทำวิเวก 3 ได้ไหม ทำกายวิเวกได้ไหม ทำจิตตวิเวกได้ไหม ทำอุปธิวิเวกได้ไหม" กายวิเวกไม่มีก็เพราะแส่ส่ายออกไปเอง แต่อย่างถ้าเราจำเป็นต้องอยู่กับคนมากๆ เราฝึกจิตให้ดี ก็เหมือนอยู่คนเดียว อยู่ตรงไหนก็เหมือนอยู่ตามลำพัง มีจิตตวิเวกตัวเดียว มันก็เหมือนมีกายวิเวกอยู่ในตัวแล้ว อยู

หัดเจริญสติ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 13 ธ.ค. 2568
"ทำกรรมฐานจะเริ่มจากกายก็ได้ เริ่มจากเวทนาก็ได้ เริ่มจากจิตก็ได้ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้สภาวะ สภาวะคือรูปธรรมนามธรรม ไม่ใช่เรื่องราวที่เราคิด อย่างเราขยับเราเห็นรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก เดินจงกรมรูปมันเคลื่อนไหวใจเป็นคนรู้สึก มีกายกับใจ ร่างกายถูกรู้ ใจเป็นคนรู้ ถ้าดูนามธรรม เห็นสุข ทุกข์ ดี ชั่ว เกิดขึ้นมา เปลี่ยนแปลง ใจเราเป็นคนรู้คนเห็น มันต้องมีใจเป็นคนรู้คนเห็น เพราะฉ

วิธีละสักกายทิฏฐิ : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ธ.ค. 2568
"ทาน ศีลต้องทำอยู่แล้ว ภาวนาให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู ให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นมีกำลังแล้ว เราจะเห็นขันธ์แต่ละขันธ์แยกกันอยู่ เราไม่ต้องแยกขันธ์ แต่ละขันธ์ไม่ใช่เรา แล้วเสร็จแล้วพอรู้แจ้งตัวอื่น ทวนเข้ามาที่จิต บางคนตัดเข้ามาที่จิตเลย ถ้ากำลังน้อยก็ดูไปทีละขันธ์ กำลังมากก็เข้ามาที่จิตเลย เห็นผู้รู้เองเกิดดับ แล้วถ้ามาตรงนี้ได้ก็ผ่าน รู้แล้วจิตผู้รู้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ขอ

ความเผลอเพลินคือตัวร้าย : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 7 ธ.ค. 2568
"เรามีสติรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายอยู่ในอิริยาบถใดๆ รู้สึกไปเรื่อยๆ ขั้นแรกก็รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย ต่อไปเราก็จะเห็นความจริงที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง คือเห็นไตรลักษณ์ของร่างกาย อันนี้ง่ายๆ ไม่ยากหรอก แค่เราใส่ใจ สนใจที่จะเรียนรู้ตัวเอง ไม่ใช่เพลินกับโลกไปเรื่อยๆ ความเผลอความเพลินร้ายมากเลย ร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยอีก อย่า

รู้รูปธรรมกับนามธรรม : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 6 ธ.ค. 2568 (ช่วงบ่าย)
"เราไม่ต้องรู้เยอะหรอก รู้รูปธรรมกับนามธรรม รูปธรรมคือ สิ่งที่ประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นตัวเราขึ้นมา ก็รู้สึกเอา เรียนรู้รูปธรรม เราก็จะเห็น ความไม่สวยไม่งาม ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา และนามธรรมมี เวทนา สุข ทุกข์ สัญญาความจำได้หมายรู้ สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว นี่ก็เป็นส่วนของนามธรรม แล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือวิญญาณ วิญญาณแปลว่าความหยั่งรู้ หยั่งรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็อ

สิ่งที่หลวงปู่ดูลย์สอน :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 6 ธ.ค. 2568 (ช่วงเช้า)
"คำสอนแรกของหลวงปู่ดูลย์ในขั้นเบื้องต้นเลย "อย่าส่งจิตออกนอก" ก็คือมีสติรู้ทันเวลาจิตออกนอก ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ออกนอก จิตที่ออกนอกจะดับ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะได้มา จากการที่จิตไม่ออกนอกก็คือจิตตั้งมั่น เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้วหลวงปู่ดูลย์ก็สอนต่อไปอีก "จงทำญาณเห็นจิตให้เหมือนตาเห็นรูป" ญาณคือปัญญา มีปัญญาเห็นจิตเหมือนตาเห็นรูป เวลาที่ตาเราเห็นรูป ถ้าเรามีตา เรามีรูป เรามีแสงส











