
3 ใต้ร่มโพธิบท
เรียนรู้หัวข้อธรรมะที่เป็นแผนที่แม่บท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยสูตร 15+45 คือนั่งสมาธิ 15 นาที แล้วตามด้วยการอธิบายหัวข้อธรรมะ 45 นาที เพื่อให้ตกผลึกความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเดินทางแผนที่คำสอนได้. New Episode ทุกวันพุธ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.)
Episodes
หลักการใช้จ่ายทรัพย์ [6924-3d]
พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางในการใช้จ่ายทรัพย์โดยให้แสวงหาทรัพย์มาโดยธรรม (สัมมาอาชีวะ) และใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขให้ตนเอง ครอบครัว สังคม ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง พร้อมทั้งควรจัดสรรทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5 ด้าน ได้แก่ การเลี้ยงตนเองและครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข เกื้อกูลมิตรสหาย สำรองยามฉุกเฉิน สละเพื่อส่วนรวมและรัฐ ตลอดจนบำรุงผู้ทรงศีลและนักบวช &n
ศรัทธาแก้ทุกข์ [6923-3d]
‘ทุกข์’ เป็นธรรมที่เข้าไปตั้งอาศัยของ ‘ศรัทธา’ โดย ‘ศรัทธา’ นี้ หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจ ความลงใจ ความเลื่อมใส อันประกอบไปด้วยปัญญาและความเพียร ถ้าไม่มีปัญญามาหนุน ก็จะกลายเป็นความงมงาย ศรัทธาแล้วลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มันก็จะมีจุดเชื่อม ตรงจุดเชื่อมนั้นคือ ‘กำลังใจ’ เราสามารถตั้ง ‘ศรัทธา’ ไว้ในทุกอย่างที่เราทำ ถ้าเราเชื่อว่า ‘เราทำได้’ กำลังจิตของเราก็จะไปทางนั้น ‘ศรัทธา’ จะต้องประกอบกั
ธรรมะที่ชนะความเกียจคร้าน [6922-3d]
หลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความเกียจคร้าน ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรม 4 หมวดคือ· อนิจเจทุกขสัญญา: การพิจารณาเห็นความทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง จะช่วยให้เกิดความสังเวชและเกรงกลัวต่อความเกียจคร้าน· อุฏฐานสัมปทา: ความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นในอาชีพสุจริต และรู้จักใช้ปัญญาจัดการงานอย่างมีประสิทธิภาพปธานิยังคะ: องค์ประกอบแห่งความเพียร 5 ประการ ได้แก่ การ
สิ่งที่ควรเคารพ 6 ประการ [6921-3d]
คารวะ หมายถึง การทำความเคารพ เพราะตระหนักเห็นถึงคุณค่า และความสำคัญในสิ่งนั้นโดยในอังคุตตรนิกายกล่าวถึง ‘คารวตา’ มี 6 ประการ ได้แก่ สัตถุคารวตา ธัมมคารวตา สังฆคารวตา คือ ความเคารพในพระพุทธเจ้า และการตรัสรู้ของพระองค์ ในพระธรรมที่พระองค์ทรงประกาศไว้ด้วยปัญญาอันยิ่ง และในหมู่สงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ นอกจากนี้ ยังมี สิกขาคารวตา อัปปมาทคารวตา และปฏิสันถารคารวตา คือ ความเคารพในการศึกษา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ให้
หลักธรรมสู่ความเจริญ [6920-3d]
หลักธรรมสู่ความเจริญประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 3 ชุด คือ ภัพพตาธรรม 6 เพื่อเตรียมตนให้พร้อมรับความดีและรักษาความดีนั้นไว้ด้วยความฉลาดในอุบายและความต่อเนื่อง เวปุลลธรรม 6 เพื่อความงอกงามไพบูลย์ด้วยปัญญา ความเพียร ความเบิกบาน และการไม่หยุดพัฒนาในกุศลธรรม และ วัฒนมุข 6 ซึ่งเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การไม่มีโรค มีศีล ศึกษาแบบอย่างที่ดี หมั่นเรียนรู้ ทำงานสุจริต และมีความกล้าหาญไม่ย่อท้อ หากปฏิบัต
คำพูดที่ควรกล่าว [6919-3d]
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อและ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อ
เวสารัชชกรณธรรม : ธรรมที่ให้เกิดความกล้าหาญ [6918-3d]
เวสารัชชกรณธรรม คือหลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความกลัว ความวิตกกังวล และความครั่นคร้าม เพื่อเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่มีความกล้าหาญอย่างถูกต้องและอยู่อย่างผาสุก ประกอบด้วย 5 ประการสำคัญ ได้แก่ ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา หากนำธรรมทั้ง 5 ข้อนี้มาปรับใช้ คุณจะกลายเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง [6917-3d]
อปัณณกปฏิปทา ธรรม 3 อย่าง ได้แก่ 1) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ 2) เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคทั้งหลาย 3) เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เป็นรรมที่จะปฏิบัติเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่ผิด และเมื่อปรารภอยู่เรื่อย ๆ แล้ว จะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พละ 4 ประการ [6916-3d]
ในยุคที่โลกผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เราต้องเผชิญกับภัยต่างๆในชีวิต พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ระวัง ภัย 5 ประการ ได้แก่ ภัยจากการเลี้ยงชีพ (อาชีวิกภัย), ภัยจากการถูกติเตียน (อสิโลกภัย), ภัยจากความประหม่าในสังคม (ปริสสารัชชภัย), ภัยจากความตาย (มรณภัย) และภัยจากการไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี (ทุคติภัย)เราสามารถก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ได้ด้วย พละ 41. ปัญญาพละ: รอบรู้เหตุผลและกุศลกรรม2.  
วิธีละความอาฆาต [6915-3d]
จิตที่สะสมอารมณ์โกรธ อาฆาต พยาบาท ขุ่นแค้น จนเกิดเป็นสนิมเกาะใจ หาความสุขไม่ได้ด้วยแรงของพยาบาท อาฆาต ด้วยภัยของความอาฆาตนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงวิธีการระงับความอาฆาต ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในจิต ดังนี้ แม้ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น เปรียบดังเหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย พึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ ในบุคคลนั้นเสีย Hosted on Acast. See acast.com/priv
อธิฐานธรรม 4 ประการ [6914-3d]
อธิษฐานธรรม 4 ไม่ใช่การอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการสร้างฐานใจที่มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประกอบด้วย1. ปัญญา: ไม่ละเลยการใช้เหตุผลเพื่อเข้าถึงความจริง2. สัจจะ: จริงใจ พูดจริง ทำจริง และรักษาสัจจะ3. จาคะ: สละกิเลสและนิสัยที่ผิดพลาด4. อุปสมะ: ฝึกใจให้สงบระงับจากความวุ่นวายนี่คือหลักการประดิษฐานความมั่นคงไว้ในใจ หากคุณเปลี่ยนจาก
ฐานะที่พึงพิจารณาด้วยกำลังของบัณฑิต [6913-3d]
เมื่อต้องพบเจอสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ คนพาลย่อมไม่รู้ชัดซึ่งประโยชน์ แต่บัณฑิตจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือมีโทษ แล้วกระทำในสิ่งที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์นั้นได้กล่าวถึงฐานสูตรต่างๆ กล่าวคือฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ 4 ประการ คือ ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและน่าพอใจเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อโทษหรือประโยชน์บุคคลมีศรัทธาเลื่อมใส โดยฐานะ 3 ประการ คือ เป็นผู้ใคร่จะเห็นท่านผู้มีศีล
ทิฎฐิ 62 ตอนที่ 2 [6912-3d]
ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิที่เกิดจากความหลงผิดในขันธ์ 5 โดยมี "ผัสสะ" เป็นเหตุปัจจัย สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะจิตได้ 6 รูปแบบ ดังนี้1. ผู้ที่ชอบคาดเดา คาดคะเน คิดไปเองโดยไม่ทดลอง เชื่อว่าโลกเที่ยง หรือกายไม่เที่ยงแต่จิตเที่ยง2. ผู้มีสมาธิและปัญญาโลกียะ รูปแบบการไปยึดถือคือว่าหลังตายมีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญ3. ผู้ที่มีสมาธิคือได้เฉพาะเจโตสมาธิ รูปแบบการไปยึดถือคือเห็นว่าโลก
ปฏิจจสมุปบาทสายดับ "นิรุชฌติ" [6911-3d]
“ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ”ปฏิจจสมุปบาทสายดับ “นิรุชฌติ” คือ ธรรมในการอธิบายความเสื่อม และความสลาย เหตุเพราะความเสื่อมและความสลายนั้น ตนกระทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นกระทำให้เสื่อมสลายก็หาไม่ ทั้งตนกระทำเองทั้งผู้อื่นกระทำให้ก็ไม่ใช่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้กระทำเอง ผู้อื่นไม่ได้กระทำให้ก็ไม่ใช่ Hosted on Acast. See acast.com/privac
ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด "อุปปัชชติ" [6910-3d]
ความทุกข์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง ๆ ก็คือ ความตาย นั่นเอง ดังนั้นเราจะสามารถรับมือกับความตายได้ก็ด้วยการทำให้การเกิดสิ้นไป รายละเอียด และวิธีการสามารถศึกษาได้จากธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าต้องอาศัยการใคร่ครวญโดยแยบคายเป็นอย่างดี จึงจะกลั่นกรองออกมาเป็นธรรมะได้ ถือเป็นสัจจะความจริงสำหรับทุกกรณี ทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่ เป็นอกาลิโก และทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้ Hosted on Acast. S
วิญญาณฐิติ และ จิต [6909-3d]
ความหลากหลายและแตกต่างของสัตว์โลกที่มีภพภูมิต่างกัน ทั้งกายต่างกัน เหมือนกัน หรือสัญญาต่างกัน เหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดในภพใดก็ตาม ก็ยังไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีที่ตั้งของปฏิสนธิ ที่เป็น วิญญาณฐิติ การอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปตามลำดับ ความไม่ประมาทในการเจริญกุศล คือ การดับแห่งเหตุของกิเลสทั้งปวง เรามักจะคุ้นเคยหรือได้ยินได้ฟังบ่อยครั้งกับคำว่า “จิตวิญญาณ” จ
เสนามาร 10 ประการ [6908-3d]
พระพุทธองค์ทรงเปรียบกิเลสเป็น "กองทัพมาร 10 กอง" ที่คอยประหารบุคคลผู้มีจิตมืดบอดและขัดขวางการเข้าสู่พระนิพพาน ไว้ดังนี้ 1.กิเลสกาม 2.ความไม่ยินดีในธรรม 3.ความหิวกระหาย 4.ตัณหา 5.ความหดหู่เซื่องซึม 6.ความกลัวไร้เหตุผล 7.ความลังเลสงสัย 8.ความลบหลู่และหัวดื้อ 9.ลาภยศที่ผิด 10.การยกตนข่มผู้อื่น การจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนั้นไม่อาจอาศัยความอยากได้ แต่ต้องใช้ "ความกล้าหาญและความเพียร" เพื่อเอาชนะทัพม
เหตุให้อายุยืน 5 ประการ [6907-3d]
เหตุปัจจัยแห่งการมีอายุยืน ได้แก่1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา5. การประพฤติพรหมจรรย์ ฝึกจิตให้สงบระงับจากการเสพก
ญาณ 3 อย่าง ในชีวิตประจำวัน [6906-3d]
ญาณ คือปัญญาหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งถึงความจริง ในชีวิตประจำวันเราสามารถฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญได้ญาณ 3 อย่างในชีวิตประจำวันได้แก่วิญญาณ (การรับรู้แจ้ง): คือการรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำจริง เช่น การรู้รสชาติอาหารเมื่อได้กิน หรือการรู้วิธีขับรถจากการฝึกปฏิบัติ ซึ่งต่างจากการจำเพียงทฤษฎีสติ (การระลึกรู้): คือการใช้สติและสมาธิเป็นฐานเพื่อหยั่งรู้ความจริงของสิ่งต่างๆ เช่น มีสติกำกับขณะขับรถเพื
"ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6905-3d]
"ภควา" คือพระนามของพระพุทธเจ้าในฐานะ "ผู้จำแนกแจกธรรม" ที่ทรงเปลี่ยนสิ่งที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านคุณสมบัติผู้สอนที่เมตตาและลีลาการสอน 4 ลักษณะ คือ ชัดเจน, ชักจูง, เร้าใจ และร่าเริง อีกทั้งยังมีกลวิธีในการตอบและถามคำถามที่แยบคายและชาญฉลาด อีกทั้งการสอนที่เน้นความพอเพียง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับผลอันประเสริฐและสามารถส่งต่อปัญญาแก่ผู้อื่นได้จริง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for
มรรคสมังคี:การรวมกันของ มรรคทั้งแปด [6904-3d]
มรรคสมังคี คือภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์แปด รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะจิตเดียวขณะปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน "มรรคสามัคคี" ที่ทุกองค์ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรมมรรคมีองค์ 8 คือหนทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งย่อลงได้เป็น ไตรสิกขา ได้แก่:1. ศีล: การเจรจาชอบ, การปฏิบัติชอบ, และการเลี้ยงชีพชอบ2.
ทิฏฐิ 62 [6903-3d]
ทิฏฐิ 62 คือ "กับดักทางความคิด" ที่ถักทอจากผัสสะและตัณหาจนกลายเป็นเครือข่ายความเห็นผิดที่กักขังเราไว้จากความจริง มาร่วมเจาะลึกกลไกที่ทำให้จิตหลงทาง เพื่อถอดรหัสว่าความยึดติดแบบไหนที่กำลังขวางกั้นคุณจากปัญญาที่แท้จริงทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนาคือความเห็นหรือความเข้าใจ หรือจะเรียกว่าทัศนคติ(มุมมอง)ก็ได้ แบ่งเป็น 2 อย่างคือสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องตามจริง เป็นปัญญาอันประกอบด้วยอริยสัจเป็นมุม
ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6902-3d]
ปัญญา ในพุทธศาสนาไม่ใช่แค่ความฉลาดทางโลก แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการได้แก่1. มีครูบาอาจารย์ เข้าหาด้วยความเคารพ รัก และเกรงกลัว เพื่อ
เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนเรื่อง"สัจจะ" หรือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อริยสัจ ซึ่งถือเป็นความจริงอันประเสริฐที่มีความลึกซึ้งและเป็นสากล ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความจริง ตามที่ปรากฏในเกสปุตตสูตร และ จังกีสูตร ได้ระบุถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์หรือตัดสินความจริงเพียงอ
ความเบาใจ 4 ประการ [6852-3d]
ความเบาใจ คือ ความสบายใจ ความไม่หนักใจ สิ่งที่ตรงข้ามกับความเบาใจคือความหนักใจ กลุ้มใจ เครียด วุ่นวายใจ เหตุแห่งความหนักใจนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ภาระหน้าที่ โรคภัยไข้เจ็บ และผัสสะต่างๆความเบาใจ 4 ประการที่จะกล่าวถึงในดอนนี้แยกไว้ 3 นัยยะคือนัยยะที่ 1 มาในพระสูตรคิลายนสูตรนำไปใช้ในลักษณะที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย พูดถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม และศีล คือการมีศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ [6851-3d]
ธรรมของสัตบุรุษมี สัทธรรม 3 อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบคำสอนที่เรารวบรวมมาโดยรอบแล้วนั่นคือคำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 (นวังคสัตถุศาสน์)ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูติธรรม เวทัลละปริยัติแบ่งตามรูปแบบการศึกษาได้ 3 อย่างดังนี้1.อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบเป็นงูพิษคือศึกษาธรรมเพื่อลาภสักการะ เพื่อข่มผู้อื่น2.นิสสรณัตถปริยัติ การศ
รู้ด้วยปัญญาญาณ [6850-3d]
“รู้แต่ไม่รู้ คนที่จะถึงจึงรู้" นำอุปมาอุปไมยมาอธิบายธรรมะ ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้- กลุ่มแรก นำอุปมา 5 นัยยะ คือ เมฆ หนู หม้อ ห้วงน้ำ และมะม่วง มาใช้อธิบายเพื่อความเข้าใจในองค์ธรรม 3 ส่วน แบ่งเป็น สังเกตจากภายนอก 2 ส่วน คือจากการเรียนหรือไม่เรียน เรียนสูงหรือไม่สูง เป็นการรู้จากความจำ และความน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส นำมาเปรียบกับอุปมาข้างต้น เช่น เมฆมี
กามโภคีบุคคล: บุคคลผู้บริโภคกาม [6849-3d]
กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกามเป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลก และเป็นผู้ที่ถูกแบบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่างกาม 2 อย่าง คือ กิเลสกามและวัตถุกาม และกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้ 1. กลุ่มแสวงหาโดยไม่ชอบธรร
ธรรมุทเทศ 4 [6848-3d]
ธรรมุทเทศ มาจากธรรมะ+อุเทศ อุเทศคือสิ่งที่ยกขึ้นแสดง รวมกันหมายถึง ธรรมที่แสดงไว้ คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ในตอนนี้เป็นเรื่องราวที่พระเจ้าโกรัพยะ ได้ตรัสถามกับท่านพระรัฐปาละถึงความเสื่อม 4 ประการที่เมื่อบุคคลบางพวกประสพแล้วจึงออกบวชคือความเสื่อมเพราะชราความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ความเสื่อมจากโภคสมบัติความเสื่อมจากญาติ ส่วนพระรัฐปาละยังไม่ได้เผชิญกับความเสื่อมทั้ง 4 ประการนี้เลยท่านเห็น
โทษของความโกรธ [6847-3d]
ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที คนมักโกรธจะมีความมุ่งหมายร้าย 7 ประการต่อศัตรู (เช่น ขอให้ผิวพรรณทราม, เป็นทุกข์, เสื่อมลาภยศ) แต่ผลร้ายเหล่านั้นกลับย้อนมาทำลายผู้โกรธเสียเอง ทำให้ชีวิตตกต่ำ จิตใจมืดบอดเหมือนไฟไหม้ และไม่เห็นธรรมพระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ถึงสาเหตุของความโกรธไว้ใน "มหานิทานสูตร" ว่าความโกรธมีรากฐานมาจาก "ตัณหา" หรือความยึดติด พ
การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ [6846-3d]
"ธรรมเทศนา" คือการแสดงธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้กับพระมหากัสสปะว่า การแสดงธรรมมีทั้งแบบบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์· การแสดงธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ คือการแสดงโดยมีเจตนาหวังลาภ สักการะ หรือคำสรรเสริญ ซึ่งจะนำไปสู่สัทธรรมปฏิรูป (การเลียนแบบธรรมะ)· การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์ ต้องอาศัย 5 ประก
ธรรมเพื่อการพัฒนาตนเอง [6845-3d]
“ภาวนา” คือ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและเจริญงอกงามอยู่เสมอ ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรมะ 3 หมวดที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาตนเอง ได้แก่1.วุฑฒิธรรม 4 (ธรรมเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญา) : ประกอบด้วย การคบหาสัตบุรุษ (สัปปุริสังเสวะ) , การเอาใจใส่เล่าเรียนฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนะ) , การคิดวิเคราะห์อย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) , และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธัมมานุ
อินทรีย์ : ความเป็นใหญ่ [6844-3d]
อินทรีย์ หมายถึง ความเป็นใหญ่มีการใช้อยู่ในหลายๆนัยยะ ที่จะนำมากล่าวในที่นี้มี 22 ข้อ ตามที่รวบรวมไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งรวบรวมตามพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ ได้แก่อินทรีย์ 6: คืออายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้ง 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ซึ่งแต่ละอย่างมีความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน (เช่น หูเป็นใหญ่ในการได้ยินเสียง)อินทรีย์ 3 (นัยยะที่ 1): เกี่ยวข้องกับภาวะเพศและการเวียนว่ายตายเกิด ไ
อปริหานิยธรรม : ธรรมะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม [6843-3d]
"อปริหานิยธรรม" คือ ธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญเพียงฝ่ายเดียว หลักธรรมนี้มีหลายนัยยะนัยยะแรกมี 7 ประการ ได้แก่ 1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ 2) พร้อมเพรียงกันประชุม 3) ไม่ล้มล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ 4) เคารพภิกษุผู้ใหญ่ 5) ไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหา 6) ยินดีในเสนาสนะป่า 7) ตั้งสติระลึกถึงเพื่อนพรหมจารีนัยยะอื่น ๆ ที่นำไปสู่ความเจริญและป้องกันความเสื่อม ได้
ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ [6842-3d]
ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติคือธรรมที่บ่มให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมะที่กล่าวไว้ในส่วนของอถกถา ประกอบด้วยธรรม 5 หมวด หมวดละ 3 อย่าง รวมเป็น 15 อย่าง ได้แก่นัยยะแรกคือนัยยะของอินทรีย์ 5 ดังนี้ศรัทธา คือความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แก่ 1)ไม่เสพ คบ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา 2)ให้เสพ คบ บุคคลผู้มีศรัทธา 3)พิจารณาตามนัยยะสัมปสาทนียสูตรวิริยะ คือความเพียรในการละความชั่วและทำความดีได้แก่ 1)ไ
นาถกรณธรรม 10 [6841-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงการ พึ่งตน พึ่งธรรม ซึ่งหมายถึงการพึ่งพาธรรมะของพระองค์ ธรรมะที่เป็นที่พึ่ง หรือคุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ เรียกว่า นาถกรณธรรม 10 ประการ ดังนี้1. ศีล: ความประพฤติดีงามสุจริต มีระเบียบวินัย2. พาหุสัจจะ (พหูสูต): ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ลึกซึ้งในธรรม3. กัลยาณมิตตตา: มีมิตรที่ดี หรือให้ มรรค 8 เป็นกัลยาณมิตร4. โสวจัสสตา: เป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย
ว่าด้วยเรื่องการโจทก์ 2 [6840-3d]
การโจทก์ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการกล่าวหาหรือการตำหนิผู้อื่น คุณสมบัติของผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ผ่านมา ในตอนนี้จะกล่าวถึงการที่จะไปโจทก์ผู้ใดนั้นพระพุทธเจ้าได้ให้หลักพิจารณาไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “กินติสูตร” โดยในตอนนี้จะกล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้าได้สอนถึงการที่จะโจทก์กันนั้นให้ใคร่ครวญพิจารณา ตามหลัก 5 ประการ ดังนี้1. พิจารณาความลำบากหรือไม่ลำบากของผู้เป็นโจทย์ โดยผู้เป็นโ
ว่าด้วยเรื่องการโจทก์ [6839-3d]
โจทก์ คือ ผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ที่เชื่อว่าตนเองได้รับความเสียหาย หรือถูกละเมิด และต้องการการเยียวยาจากฝ่ายที่ถูกฟ้อง ซึ่งเรียกว่า "จำเลย" โจทก์มีหน้าที่นำเสนอหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้าง การโจทก์ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการกล่าวหาหรือการตำหนิผู้อื่น ในที่นี้จะเทียบเคียงให้เข้าใจในนัยยะทางพุทธศาสนาหากมีการโจทก์หรือถูกโจทก์ในชีวิตประจำวันจะต้องทำอย่างไร โดยจะแบ่งไว้ 2 ส
เบญจศีลและเบญจธรรม [6838-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง หลักคำสอนและวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญไว้ 3 ขั้น คือ ให้ละเว้นความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้นได้ซึ่งในครั้งนี้จะกล่าวถึงหลักธรรมที่เป็นขั้นของการชี้แนวทางแห่งโลกุตระ นั่นคือเบญจศีลและเบญจธรรมเบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน คนที่มีเบญจธรรมจึงจะเป็นผู้มีเบญจศีล ซึ่งหากคนมีศีลและธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากก
สติปัฏฐาน 4 [6837-3d]
สติ หมายถึงความระลึกได้ คือระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ สติมีทั้งมิจฉาสติและสัมมาสติ หากระลึกถึงเรื่องไม่ดีทำให้กิเลสเกิดนั่นคือมิจฉาสติ แต่หากระลึกถึงเรื่องที่ดีๆเรื่องที่ก่อให้เกิดกุศลก็คือสัมมาสติ สติต้องมีปัญญาประกอบควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้ใช้สติอย่างถูกต้องก่อให้เกิดประโยชน์ สตินั้นมีอานิสงส์มาก การที่เราจะเข้าสมาธิได้เป็นสัมมาสมาธิก็ต้องอาศัยสัมมาสติ และในสั
อาวาสิกธรรม [6836-3d]
อาวาสิโก คือผู้อยู่ประจำอาวาส ภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส และอีกหนึ่งนัยยะ อาวาสิโก ยังหมายถึงเจ้าอาวาส ซึ่งในภาษาไทยได้นำมาใช้ในบริบทที่ว่าคือผู้นำผู้ปกครองของวัดนั้น อาวาสิกธรรม คือธรรมของผู้ที่อยู่ประจำถิ่น เป็นหลักธรรมของภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส การอยู่ประจำอาวาสอย่างไรที่จะทำให้ดีให้งาม ให้มีการเกิดประโยชน์เกิดบุญที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ไปดีได้ในภพต่อๆไป ในตอนนี้ได้รวบรวมเนื้อหามาสรุปให้เป็นกลุ
สาราณียธรรม [6835-3d]
บทสวด สาราณียะธัมมะสูตตัง เป็นบทที่กล่าวถึงธรรมอันเป็นไปเพื่อความระลึกถึงกันและกัน คือธรรมแห่งการสร้างความสามัคคี เป็นบทสวดที่มาจากพระสูตรที่พระภิกษุจะมักสวดกันในวันเข้าพรรษา บทสวดนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุไว้ที่เมืองสาวัตถี ณ วัดเชตวัน โดยกล่าวถึงธรรม 6 ประการ ที่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นธรรมเครื่องก่อให้เกิดอานิสงส์ 7 ประการ คือ1.สาราณียา (ระลึกถึงกัน)2.ปิยะกะระณา (เป็นเครื่องกระท
ธรรมที่สงฆ์ควรพิจารณาเนือง ๆ [6834-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงให้เกณฑ์ในการปฏิบัติให้การประพฤติพรหมจรรย์นั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง ไว้เป็นขั้นเป็นลำดับอย่างชัดเจน ในที่นี้จะนำเสนอในหัวข้อของ อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร คือ ธรรมที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ 10 ประการได้แก่1. พิจารณาถึงเพศที่แตกต่างจากคฤหัสถ์2. พิจารณาถึงการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ด้วยผู้อื่น3. พิจารณาถึงอากัปกิริยาทางกายทางวาจา4. พิจารณาถึงการติเตียนตนเองด้วยเรื่องของศี
“ขันติ” ความอดทนคือทุกสิ่ง [6833-3d]
ปฏิปทาอันยิ่งยวดอย่างหนึ่งใน “ทศบารมี” นั้นก็คือ “ขันติ” คือ ความอดทนอดกลั้น เป็นตบะแผดเผากิเลสอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม จะสามารถรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้ ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ย่อมทำคุณธรรม “ขันติ” ให้ปรากฏขึ้นเป็นของแจ่มแจ้งแก่ตนเองได้ด้วย “ปัญญา” และถ้าพิจารณากันให้ดี ๆ จะเห็นว่า คุณธรรมที่ทำให้มีค
นักรบในธัมม์ [6832-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงบอกสอนธรรมะไว้อย่างมากมาย การนำคำสอนไปปฏิบัติกับการศึกษาคำสอนนั้น เป็นคนละอย่างกัน พระพุทธเจ้าได้ทรงบอกสอนไว้อย่างรัดกุมหลายนัยยะ โดยการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยไว้หลายข้อธรรมดังนี้1) อุปมาอุปไมยเรื่องทะเล พระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบไว้ถึง 8 ประการ ในที่นี้จะกล่าวถึงประการที่ว่า มหาสมุทรไม่อยู่รวมกับซากศพ เพราะคลื่นจะซัดเอาซากศพเข้าฝั่งเสมอ เปรียบเทียบกับการผู้ที่ทุศีล ปรารถนาลามก ส
วิธีพิจารณาหลักธรรมคำสอนเพื่อสุขในปัจจุบัน [6831-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมไว้อย่างมากมายแสดงไว้อย่างดี รัดกุม รอบคอบ ไม่หละหลวม ในที่นี้จะนำธรรมมะที่กล่าวถึงวิธีคิดวิธีไตร่ตรองพิจารณาในแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อนำทางแห่งความสุขในปัจจุบัน โดยจะนำธรรมะหลายหัวข้อมากล่าวดังนี้ประการแรก เป็นธรรมง่ายๆย่อๆที่พระพุทธเจ้าบอกแก่นางโคตรมี กล่าวไว้ใน “โคตรมีสูตร” เป็นข้อธรรมที่นางโคตรมีจะนำไปปฏิบัติเมื่ออยู่คนเดียว หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว
รุ่งอรุณแห่งอริยมรรคมีองค์แปด [6830-3d]
เมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นจะมีแสงสีเงิน แสงสีทอง มาให้เห็นก่อน เรียกว่ารุ่งอรุณ อุปไมยองค์ประกอบ 8 อย่างอันประเสริฐ (มรรค 8) จะเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด สิ่งที่มาก่อนเป็นนิมิตให้เห็นในผู้นั้น คือ1. เป็นผู้มีกัลยาณมิตร (กัลลยาณมิตตตา) นัยยะที่หนี่งคือเพื่อนผู้ที่จะนำความดีมาให้เป็นผู้ที่มีศีล มีศรัทธา มีจาคะและมีปัญญา นัยยะที่สองกัลยาณมิตรอาจจะเป็นครูอาจารย์ พระสงฆ์หรือผู้มีคุณงามความดีเป็นแบบอย่างที
ศรัทธาด้วยปัญญา-อาการวตีสัทธา [6829-3d]
ศรัทธาที่มีอาการประกอบไปด้วยเหตุผล จะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริงในกุศลธรรมทั้งหลาย คิดใคร่ครวญเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นศรัทธาที่ประด้วยอาการของปัญญา “อาการวตีสัทธา”ลักษณะของศรัทธาที่ประกอบไปด้วยอาการ “อาการวตีสัทธา”1. มี 2 มิติ คือ (1.1) ระดับสมมุติของโลก – ความจริง/ข้อเท็จจริง (fact / fake) สมมุติว่าจริง สมมุติว่าเท็จ (1.2) ระดับเหนือสมมุติข
ตัณหาเพื่อนสอง [6828-3d]
ในโลกปัจจุบันนี้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเกิดขึ้นหลายเรื่องราว สาเหตุของเรื่องราวขัดแย้งมักเริ่มจากจุดเล็กๆคือการทะเลาะกันเหตุเพราะมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น การมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นขึ้นนั้นมีเหตุเริ่มมาจาก “ตัณหา” คือ เมื่อมีตัณหาจะทำให้เกิดการแสวงหา ทำให้มีการได้ เมื่อได้มาทำให้มีการปลงใจรัก แล้วก่อให้เกิดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ทำให้มีความสยบมัวเมาอย่างจับอกจับใจ
ข้อสอบของอริยบุคคล [6827-3d]
บุคคลผู้ดำเนินตามทางแห่งมรรค 8 จนสามารถมองเห็นฝั่งแห่งนิพพานอยู่เบื้องหน้า มีจุดหมายแห่งการบรรลุอย่างแน่แท้ เรียกว่า อริยบุคคล ผู้บรรลุธรรมวิเศษ แบ่งตามประเภทบุคคลมี 4 ประเภท คือ1.พระโสดาบัน คือ ผู้เข้าถึงกระแสธรรม การที่จะเข้าถึงคุณสมบัติของพระโสดาบันจะต้องสอบให้ผ่านบททดสอบแห่งความงมงาย ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจไม่ถูกต้อง คือต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของโสตาปัตติยังคะ 4 คือ 1) มีศรัทธา หยั่งลงมั่นไ
สาธุนรธรรม (ธรรมะของคนดี) [6826-3d]
การจะปรับเปลี่ยนคนไม่ดีให้เป็นคนดีได้ ต้องใช้ความดีเท่านั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เป็นธรรมะของคนดี(สาธุนรธรรม) ไว้ 4 ข้อคือ1.จงเดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว หมายถึง การรู้จักคุณของผู้มีพระคุณ (กตัญญู) ถ้าเราทำคุณกับผู้ไม่มีคุณธรรม อาจจะได้ผลน้อย ไม่ได้ผล หรือได้ผลร้าย2.จงอย่าเผาฝ่ามืออันชุ่มหมายความว่า ไม่ประทุษร้าย ท่านผู้มีคุณ สมัยก่อนเขาจะล้างมือแล้วหยิบของให้ มือจึงชุ่มอยู่เสมอ คือ ให้ของคน
คุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ [6825-3d]
การโจทก์ในทางพุทธศาสนา คือ การตั้งหัวข้อที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้อยู่ด้วยกันได้ การอยู่ร่วมกันนั้นต้องอยู่อย่างมีศีลและทิฏฐิที่เสมอกัน ในการปรับให้อยู่ด้วยกันนั้นต้องเป็นไปตามทางของมรรค โดยผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ต้องมีคุณธรรมดังนี้การเป็นผู้โจทก์ต้องมีคุณธรรม 5 อย่าง คือ1.ต้องกล่าวในเวลาอันควรอย่ากล่าวในเวลาอันไม่ควร2.ต้องกล่าวด้วยถ้อยคำอันเป็นจริงไม่กล่าวด้วยถ้อยคำอันไม่จริง3.ต้องกล่าวด้วยถ้อยค
คุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา [6824-3d]
อุบาสกหรืออุบาสิกา แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย หมายถึงผู้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ผู้นับถือศาสนาอย่างมั่นคง อุบาสกหรืออุบาสิกาในธรรมวินัยควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้มีอยู่หลายส่วนด้วยกันในตอนนี้จะนำส่วนที่ครูบาอาจารย์ได้รวบรวมไว้ใน อังคุตตรนิกาย ซึ่งอยู่ในธรรมหมวด 7 คือ หานิสูตร โดยพูดถึงความที่จะไม่เสื่อม ความที่จะก้าวหน้า ความที่จะเจริญงอกงามของอุบาสกอุบาสิกา โดยกล่าวเปร
เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา [6823-3d]
การศึกษาปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน ”การจับงูพิษ” ถ้าจับไม่ถูกต้อง ไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเกิดอันตรายกับตนเองและผู้อื่นได้ แทนที่จะละวางความยึดถือลงแต่กลับยึดถือขึ้นมาแทน“ธรรม” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดานี้” หมายถึง เรื่องพื้นฐานแต่มีความสำคัญ จึงต้องหยิบมาทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียด โดยได้ยกพุทธพจน์ คำอุทาน พระสูตร มาประกอบ พอจะสรุปได้ดังนี้1. สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเก
ว่าด้วยเรื่องของ "ลม" [6822-3d]
วาโยธาตุ หรือที่เราเรียกว่า “ธาตุลม” เป็น 1 ใน มหาภูตรูป 4ธาตุลมประกอบไปด้วย :-ลมภายนอก คือ ธรรมชาติที่พัดไปมาอยู่นอกกาย เช่น ลมร้อน ลมหนาว ลมมีฝุ่น หรือ ลมไม่มีฝุ่น ลมตะวันออก..ฯลฯลมภายใน คือ ลมอันแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย เช่น ลมในกระเพาะ ลมในลำไส้ ลมหายใจเข้า-ออกลมภายในแบ่งได้เป็น :-ลมปราณ คือ ลมหายใจเข้า-ออก1. ลมหายใจต่อกาย-ทิ้งกาย หมายถึง ลมทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงร่างกาย และทำลายร่างก
ธรรมสมาธิ 5 ประการ [6821-3d]
“ธรรมสมาธิ” คือ ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เป็นธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง และกำจัดความสงสัยเสียได้ เมื่อเกิดความมั่นสนิทในธรรมแล้ว ก็จะเกิดจิตตสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตตามมา ธรรมสมาธิมี 5 ประการ คือ1) ปราโมทย์ คือ ความชื่นบานใจ ความร่าเริงสดใส เป็นความชื่นบานใจในธรรม ความร่าเริงสดใสในธรรม เป็นปราโมทย์ที่ไม่อาศัยอามิส2) ปีติ คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ เป็นสภาวธรร
ตัณหา [6820-3d]
ตัณหา เป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก มีความเป็นสภาวะขึ้นมา ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องประกอบด้วยการเกิดอีกให้เป็นสภาวะขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มีความกำหนัด มีความเพลิน โดยนัยยะนี้ได้แบ่งตัณหาเป็น 3 อย่างดังนี้1.กามตัณหา คือความกำหนัดยินดีพอใจและความเพลินในรูปผ่านทางตา เสียงผ่านทางหู กลิ่นผ่านทางจมูก รสผ่านทางลิ้น และโผฏฐั
เวทนากับทางไปแห่งจิต 36 ทาง [6819-3d]
เวทนา หมายถึงการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก คือความรู้สึกสุข(โสมนัส) ทุกข์(โทมนัส) หรือเฉยๆ(อุเบกขา)ที่เกิดขึ้นที่กายที่ใจ ในที่นี้จะกล่าวถึงเวทนาคือทางไปของจิต จิตของเรานั้นมักจะมีความยึดถือในสิ่งต่างๆ ในการยึดถือนั้นก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจากทุกขเวทนา กล่าวคือทางที่ไปแห่งจิตของสัตว์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทวดา พรหม มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือแม้แต่สัตว์นรก ก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจ
วัดความก้าวหน้าทางธรรม [6818-3d]
ธรรมที่วัดความก้าวหน้าสำหรับผู้บริโภคกาม ได้แก่กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามตัวแปรคือ 1.การได้มาของทรัพย์นั้น 2. ได้ทรัพย์มาแล้วใช้จ่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม 3. ต้องรู้จักใช้ทรัพย์นั้นในการทำความดีและบำเพ็ญบุญ เมื่อนำ3 เกณฑ์นี้มาจัดกลุ่มได้ ดังนี้กลุ่มที่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม 1.ได้ทรัพย์มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์ทำความดี 2.ได้ทรัพย์แล้วเลี้ยงตนใ
หิริ โอตตัปปะ : ธรรมคุ้มครองโลก [6817-3d]
โลกบาล” เป็นหลักคุ้มครองรักษาโลก ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อันประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการที่จะมาคู่กันเสมอในจิตใจ ที่จะทำให้บุคคลทำแต่ความดี คือหิริและโอตตัปปะ “หิริ” แปลว่าความละอายต่อบาป และ “โอตตัปปะ” แปลว่าความกลัวต่อบาปบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ ศีลสมบูรณ์ เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงถึงพระนิพพานได้ใน
ธรรมเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า [6816-3d]
หมวดธรรม 4 ประการ 2 อย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า1.สัทธาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์2.สีลสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศีล คือศีล 5 ที่ตั้งขึ้นด้วยเจตนางดเว้น3.จาคสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือสละสิ่งของ สละกิเลส4.ปัญญาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือ
ภัยอันตรายที่พึงพิจารณา [6815-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งภัยในโลกนี้ไว้ 2 อย่างคือ ภัยที่ช่วยเหลือกันได้ และภัยที่ช่วยกันไม่ได้ 1.ภัยที่พอช่วยเหลือกันได้ ได้แก่ 1.ภัยน้ำท่วม 2.ภัยเกิดจากไฟไหม้ 3.ภัยเกิดจากโจรขโมยและสงคราม ภัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังพอช่วยเหลือให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์2.ภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น พ่อ แม่ ลูก ที่รักและห่วงใยกันแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยกันได้เลย ได้แก่ 1. ภั
การภาวนา 4 ประการ [6814-3d]
การภาวนา คือการเจริญ การพัฒนา การฝึกอบรมให้ดีขึ้น ในตอนนี้จะกล่าวถึงการภาวนา 4 ประการที่หากไม่เจริญไม่ฝึกอบรมให้ดีจะก่อให้เกิด อนาคตภัย 5 ประการ ขึ้นได้ การภาวนาทั้ง 4 ประการนี้คือ1. กายภาวนา คือการเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย โดยการฝึกสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค ดูแลร่างกายเพียงเพื่อให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ 2. สีลภาวนา คือการเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล โดยตั้งอยู่ในระเบีย
วิธีเลือกครูบาอาจารย์ [6813-3d]
"กัลยาณมิตร" หมายถึง บุคคลที่ปรารถนาดี นำสิ่งดีงาม และเป็นกุศลมาสู่เรา กัลยาณมิตรมีหลายแบบได้แก่ 1) กัลยาณมิตรที่เป็นองค์ความรู้อันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 2) เพื่อนที่ดี คือ ฆราวาสผู้พร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 3) พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ 4) พระพุทธเจ้า ในครั้งนี้จะกล่าวรายละเอียดถึงกัลยาณมิตรแบบที่ 3 คือพระสงฆ์ครูอาจารย์ เราจะเลือกเอาพระสงฆ์ครูอาจารย์แบบใดมาเป็นกัลยาณมิตรที่ควรคบหาคว
โอกาส 8 ที่ทำให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ [6812-3d]
“โอกาส” หมายถึง สถานที่หรือเวลา เปรียบเทียบในทางธรรมะของพระพุทธเจ้าคือภพ แปลว่าความเป็นสภาวะการมีสภาวะใดสภาวะหนึ่งสถานที่และเวลาเป็นเรื่องสำคัญ การที่เรามีโอกาสที่เหมาะสมคือ อยู่ถูกที่ถูกเวลาแล้วเราไม่ปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไป ใช้โอกาสนั้นอย่างผู้ชาญฉลาด เราจะประสบความสำเร็จได้ หรือหากสร้างโอกาสให้ตัวเองก็ยิ่งดี ยกตัวอย่างตามนิทานชาดก เรื่องพ่อค้าทางเรือเดินทะเลโอกาสในทางโลกหรือขณะในทางโลกนั้นมันเล็ก
“กรรม” ตอนที่3 (จบ) [6811-3d]
กรรม คือ เจตนาที่มีการปรุงแต่ง (สังขาร) ออกไปทางกาย วาจา ใจ เมื่อมีการปรุงแต่งกระทำออกไปแล้ว ย่อมมีผลหรือมีวิบากของกรรมนั้นอย่างแน่นอนเรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย” คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะถ้าคิดแล้วอาจจะทำให้เป็นบ้าได้ ในที่นี้หมายถึง เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน (ตามนัยยะ อจินติตสูตร) ตราบใดที่เมื่อยังมีการปรุงแต่งกรรมอยู่ การให้ผล (วิบาก) ของกรรมนั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปต
“กรรม” (ตอนที่ 2) : กรรมคือสิ่งที่บุคคลควรทราบ [6810-3d]
“กรรม” (กัมมะ) คือ เจตนาของจิตที่เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้วเกิดการปรุงแต่งออกไป ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) เป็นอกุศลกรรมบ้างหรือกุศลกรรมบ้าง หรือเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (อริยมรรคมีองค์ 8)กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ – ทำความเข้าใจกรรมผ่าน “นิพเพธิกสูตร”เรากล่าวซึ่ง “เจตนา ว่าเป็นกรรม” เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ หมายถึง เจตนาที่อยู่ในจิตที่ประกอ
“กรรม” (ตอนที่1) [6809-3d]
“กรรม” คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนาของจิตที่ถูกกระตุ้นผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วปรุงแต่งออกไป ทาง 3 ช่องทาง คือ 1. ทางกาย เป็น กายกรรม 2. ทางวาจา เป็น วจีกรรม 3. ทางใจ เป็น มโนกรรมทำความเข้าใจเรื่องของ “กรรม” ผ่านพุทธพจน์ที่ว่า..“เรามีกรรมเป็นของๆตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น” หมายถึง เมื่อมีเหตุแล้ว ย่อมมีผล“เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์” คำว่า “เผ่าพันธ์” หมายถึง ผลของ
จรณะ 15 [6808-3d]
จรณะคือข้อปฏิบัติให้ถึงปัญญาข้อปฏิบัติที่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ข้อปฏิบัตินี้มี 15 อย่าง จรณะมีความหมายเดียวกันกับเสขะปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังต้องฝึกต้องปฏิบัติต่อ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง บุคคลที่ต้องการบรรลุธรรมจึงต้องปฏิบัติตามเสขะปฏิปทา ดังนั้นจรณะ15 ก็คือเสขะปฏิปทาที่มีเนื้อหาแจงออกเป็น 15 ประการ ตามนัยยะของเสขะปฏิปทาสูตร ประกอบด้วย 4 หมวดคือ ศีล1, อปัณณก
ความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท [6807-3d]
ได้นำเอา ขัตติยสูตร ที่ว่าด้วยความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท มาอธิบายขยายความ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันของบุคคลแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจ และสานสัมพันธภาพที่ดีในระหว่างบุคคลเริ่มจากความประสงค์เพื่อให้สมตามสิ่งที่ปรารถนา ในบุคคลแต่ละประเภทนั้น ย่อมมีความประสงค์ต้องการเพื่อให้สมความปรารถนาสูงสุด อย่างเช่นกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี มีความประสงค์
การใช้งาน “พรหมวิหาร 4” [6806-3d]
ในโลกปัจจุบันนี้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเกิดขึ้นหลายเรื่องราว บางเรื่องก็หาทางออกไม่ได้เหตุเพราะมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น การมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นขึ้นนั้นมีเหตุเริ่มมาจาก “ตัณหา” คือ เมื่อมีตัณหาจะทำให้เกิดการแสวงหา ทำให้มีการได้ เมื่อได้มาทำให้มีการปลงใจรัก แล้วก่อให้เกิดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ทำให้มีความสยบมัวเมาอย่างจับอกจับใจ จึงทำให้มีความตระหนี่ จึงทำให้มีกา
โพธิปักขิยธรรม องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ [6805-3d]
“โพธิปักขิยธรรม” คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ มี 7 หมวด 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคมีองค์8 องค์ธรรมทั้ง 7 หมวดนี้คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมเหมือนกัน ในครั้งนี้จะกล่าวให้เห็นความเหมือนและต่างกันขององค์ธรรมเหล่านี้ คู่แรกคือ “อินทรีย์5” กับ “พละ5” เหมือนกันโดยองค์รวม คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่อธิบายคนละนัยยะ คือความเป็น
การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง [6804-3d]
ผู้ที่มีดวงตา ก็จะสามารถใช้ตามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ และจะสามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้ ในตอนนี้จะกล่าวถึง “การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง” โดยจะกล่าวนัยยะการใช้ดวงตา มาแยกบุคคลได้ 4 จำพวกดังนี้1. คนตาบอด คือ บุคคลที่ไม่มีดวงตา (คือปัญญา) มองหาลู่ทางที่จะให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ มองไม่เห็นทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น และไม่มีดวงตา ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลแ
อุปมาจิต 9 อย่าง [6803-3d]
“สติ” เป็นตัวช่วยจัดระเบียบจิตใจของเรา สติที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายเจาะจงลงไปคือ เครื่องมือที่ชื่อว่า “กายคตาสติ” โดยท่านอุปมาลักษณะของจิตไว้ 9 อย่าง คือจิตเสมอด้วยดิน จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับดินไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด ดินก็ยังเป็นดินเสมอจิตเสมอด้วยน้ำ จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับน้ำไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด น้ำก็ยังเป็นน้ำเสมอจิตเสมอด้วยไฟ จิตที่มีสติตั้งไว้จะเ
ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6802-3d]
“ปัญญา” ในความหมายของพุทธศาสนาคือ การตระหนักรู้หรือตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริงที่เหนือกว่าความเข้าใจทั่วไป คือสิ่งที่เมื่อเรารู้และเข้าใจแล้วจะทำความสุขอันยั่งยืนที่เหนือกว่าสุขเวทนา สุขที่ระงับ สุขที่เป็นความสงบเย็น พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการ ได้แก่มีครูบาอาจารย์ เข้าไปตั้งจิตไว้ซึ่งความละอาย ควา
สุขที่ควรเสพและสุขที่ไม่ควรเสพ [6801-3d]
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกคนล้วนส่งความสุขให้กันและกัน ในตอนนี้จะกล่าวถึงสุขที่ควรเสพและไม่ควรเสพ เราต้องมีปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่าสุขแบบไหนที่ควรเสพและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าแบ่งความสุขออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ความสุขที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิ คือความสุขที่เสพแล้วกิเลสเพิ่มขึ้น จิตใจชุ่มไปด้วยกาม ความสุขประเภทที่ไม่ควรเสพนี้มี 4 อย่างคือ1.ความสุขที่เกิดจากการฆ่า 2.ความสุขที่เกิดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม
"ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6752-3d]
ในพุทธศาสนานี้มีผู้สอนเพียงผู้เดียว คือพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้ที่สามารถสอนได้อย่างดี อย่างงามและเมื่อนำคำสอนไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะให้ผลที่ดีที่งามอย่างมาก ซึ่งความสามารถในการบอกสอนของพระพุทธเจ้าตรงนี้เรียกว่า ภควา คือเป็นผู้จำแนกแจกธรรม ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีสอนของพระพุทธเจ้า โดยจะนำนัยยะต่างๆมากล่าวดังนี้นัยยะที่1.คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม ต้องมีลักษณะดังนี้ 1.แสดงไปตามลำดับ 2. ยกเหตุผลมาแ
ข้อควรพิจารณาเนืองๆ [6751-3d]
สิ่งที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ 1.เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ คือต้องไตร่ตรองใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ตริตรึกด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยศรัทธา จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ อานิสงส์ที่จะได้รับคือ จะทำให้ละความเพลินความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวได้ 2.เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ พิจารณาให้เห็นว่ากายนี้เป็นรังแห่งโรค ไตร่ตรองใค
การบูชายัญ [6750-3d]
การบูชา ที่มีสิ่งของประกอบในการบูชานั้น เรียกว่าอามิสบูชา และถ้าเจาะจงว่ามีผู้รับสิ่งของที่ให้นั้นจะเรียกว่า “ทาน” คือการให้ แต่ถ้าตั้งไว้เฉยๆโดยไม่มีผู้รับชัดเจน แต่หวังว่าจะมีผู้รับเรียกว่า “ยัญ” ในที่นี้จะกล่าวถึง การบูชายัญ โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ใน กูฏทันตสูตร เป็นการกล่าวถึงการบูชายัญที่ถูกต้องไว้กับกูฏทันตพราหมณ์ลักษณะยัญที่มีองค์ประกอบ 33 อย่างซึ่งเมื่อบูชาแล้วมีผลมาก แบ่งเป็นหมวดๆด
โทษของความโกรธ [6749-3d]
ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที เขาจึงเห็นว่าความโกรธมีเพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกดี เพราะเขาจะมีความมุ่งหมาย 7 ประการนี้แก่ผู้เป็นศัตรู คือ 1) หวังให้เขามีผิวพรรณทราม 2) หวังให้เขาเป็นทุกข์ 3) หวังให้เขาไม่มีความเจริญ 4) หวังให้เขาปราศจากโภคทรัพย์ 5) หวังให้เขาปราศจากยศตำแหน่ง 6) หวังให้เขาปราศจากเพื่อน และ 7) หวังให้เขาตกนรกโดยเร็วก็แล้วทำไม











